Arrival : Beauty of Science , Linguistic and Life

19ม.ค.17

arrival

Arrival (2016)
Director : Denis Villeneuve
Screen writer : Eric Heisserer

หากจะจัดหมวดหมู่ให้ Arrival
ก็คงจะจัดเป็นหมวด หนังรัก Sci-fi ไม่ใช่หนัง Action เอเลี่ยนบุกโลกแต่อย่างใด

ใครคาดหวังจะไปดู ฉากระเบิดภูเขา เผากระท่อม
ขอให้ยืนไว้อาลัยและเดินจากหนังเรื่องนี้ไปเงียบๆ ได้เลย เพราะไม่มีสิ่งที่คุณคาดหวังแน่นอน

สำหรับคนที่ไม่สันทัดหนัง Action อย่างเรา
ส่วนตัวดูจบแล้วชอบมากตรงที่หนังมีความละเอียด ละเมียดละไมในการวางเรื่อง เล่าเรื่อง
ลำดับภาพและเรื่องราว รวมทั้งการถ่ายภาพ
แม้กระทั่ง Soundtrackก็จับวางได้เหมาะเจาะมาก

หากใครยังไม่ได้ดู กรุณาไปซื้อหามาดูเถอะค่ะ
บอกเลยว่าเรื่องนี้คุ่มค่ากับเวลา 118 นาทีที่ท่านจะเสียไปแน่นอน

หลังจากไปดูจบ กลับมาบ้านก็มีอาการ Arrival Fever
เป็นหนังที่ชอบมาก ยิ่งหาอ่านตรงที่สงสัย พอได้คำตอบก็ยิ่งชอบไปอีก

หลังจากดูจบ อ่านอีกสองวันสองคืน
ตกผลึกพอสมควรเลยอยากจะเขียนอะไรเก็บไว้อ่านบ้าง

ส่วนต่อไปมีสปอยล์เนื้อหายันบทพูด
ใครยังไม่ดู ขอให้ข้ามไปก่อนนะจ๊ะ

+++++++++++++ SPOILER ALERT ++++++++++++++

.

.

Arrival  บอกเล่าเรื่องราวความสวยงามของชีวิต
ผ่านทฤษฎีด้านวิทยาศาสตร์ และความน่าสนใจของภาษาศาสตร์
โดยใช้ “เวลา” เป็นกุญแจหลักในการเล่าเรื่อง
และผกก. ยังสอดแทรกสัญญลักษณ์ต่างๆ มาใบ้เราตลอดทั้งเรื่อง
เพื่อตอกย้ำ Theme …

Non-linear Time
No beginning , no ending

ความสวยงามและกลมกล่อมของหนังเรื่องนี้ที่โดนใจเรา ประกอบด้วย

1. Heptapods Language

ภาษาของ Heptapods ในเรื่อง
เป็นภาษาในตระกูลของ Logograms คือการใช้รูปภาพสื่อความหมาย

ซึ่งจะถูกเขียน ทั้งประโยคพร้อมกันทีเดียว ในรูปแบบของวงกลม

arrival1

วงกลม = No beginning , no ending 🙂
ภาษาที่ต้องรู้ทั้งประโยคก่อนเขียนจบ = Time independent

ตรง Heptapods Language นี้ต้องชื่นชมการ Design ของทีมงานมากๆ
ที่คิดออกมาได้สวย Classic และทำให้คนดูเห็นภาพ เข้าใจ Concept Non-linear
และทำให้ Message ที่หนังจะสื่อชัดเจนมากๆ

ใครสนใจที่มาการ Design Heptapods Language >> CLICK <<

2. ยาน 12 ลำ

arrival2

Credit รูปภาพ : Neung Van Der Waals

จริงๆ เรื่องนี้ค่อนข้างคาใจมาตั้งแต่ดูหนัง ว่าทำไมต้องยาน 12 ลำ
เราสงสัยด้วยคำถามเดิมเหมือนที่ท่านนายพลเคยถาม

Q: ถ้ามาสร้างสัมพันธไมตรีจริง ทำไมมาตั้ง 12
A: ก็เพื่อให้คนในแต่ละส่วนของโลกร่วมมือกัน เอาแผนที่ไปรวมเป็น 1 ไง

Q: แล้วทำไมต้อง 12 ทำไมไม่เป็น 7  หรือ 8 หรือ 15
A: นั่นสิ??

อาจารย์วิชา Life ref. film เคยบอกว่าทุกอย่างที่ใส่มาในหนังต้องมีความหมาย
โดยเฉพาะหนังของ ผกก. แบบ Denis มันต้องไมได้ 12 มาโดยบังเอิญแน่ๆ

กลับไปนั่งนอนคิด ดูนาฬิกา แล้วก็คิดได้ว่า
เอออออ.. เลข 12 อาจจะเชื่อมโยงกับตัวเลขบอกเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา

หนังอาจจะใบ้ให้เราแล้วว่า
Shell 12 Shell = 12 ชั่วโมงบนหน้าปัดนาฬิกา
ซึงตรงกับ Theme หลักของเรื่องคือเรื่องของเวลา

มันต้องใช่แน่ๆ !

และมันก็เข้ากับ Theme ที่ว่า
No beginning , no ending

เพราะเมื่อเข็มสั้นและเข็มยาวทับกันที่เลข 12 เมื่อไหร่
เราก็ชักไม่แน่ใจว่า มันเป็นเวลาสิ้นสุดวันนี้
หรือมันเป็นเวลาเริ่มต้นของพรุ่งนี้กันแน่ !!

3. ประตูเปิดทุก 18 ชม.

(Credit : Reddit)

arrival3

ทุก 18 ชัวโมง ประตูเชลล์จะเปิด นาน 90 นาที? (ฟังเค้ามา)
เพื่อให้เจ๊หลุยส์เข้าไปพบปะกับ Heptapods

ทำไมประตูต้องเปิดทุก 18 ชัวโมง ?

เอาจริงคือสงสัยในทุกตัวเลขที่มีในหนัง บางทีก็คิดว่าตัวเองโรคจิต

มีชาว Reddit ได้ตั้งข้อสมมติฐานไว้ว่า
เป็นไปได้ว่า Heptapods ที่มาเยี่ยมโลกมีแค่ 2 ตัว

คิอ Abbott และ Constello ที่เราเห็นนี่แหละ

ยาน 12 ลำที่จอดอยู่ที่จุดต่างๆ เป็นเพียงประตูเข้าไปที่บ้านของเจ้า Heptapods
concept เดียวกับปราสาทของ Howl (Howl’s Moving Castle : Studio Ghibli)

สิ่งที่เจ้า Heptapods ทำคืออยู่ที่เดิม รอให้ประตู Montana เปิด คุย 90 นาที
จากนั้นปิดประตู Montana และเปิดบานถัดไป
ทำแบบนี้เรื่อยๆ ก็จะสมเหตุสมผลว่าทำไมต้องรอ 18 ชม.กว่าประตู Montana จะเปิดอีกครั้ง

คำนวณง่ายๆ ดังนี้
ประตูเปิดนาน 90 นาที X ยาน 12 ลำ = 1080 นาที = (1080/60) ชั่วโมง = 18 ชั่วโมงพอดี
จึงจะได้เวลากลับมาคุยที่ยานลำแรกอีกครั้ง!! โอ๊ยเจ๋งไปอีก

และถ้าเป็น Concept นี้จริงก็แปลว่า
Shell ทั้ง 12 Shell ที่เราเห็นไม่ได้มีที่อยู่อาศัยข้างในจริงๆ

พ้องกับข้อ 2. Shell 12 Shell = 12 ชั่วโมงบนหน้าปัดนาฬิกา

12 ชัวโมงบนหน้าปัดนาฬิกาไม่มีอยู่จริง!!
There is no time!!

4. Abbott & Constello

ชื่อที่พี่เอียนตั้งให้ ปลาหมึก 2 ตัว สงสัยมาก ว่ามาจากไหน
เลยไปหาข้อมูลมา ปรากฏว่าแกมีนัยยะจริงๆ ตามไสตล์ Denis

arrival4

Abbott & Constello เป็นชื่อ 2 ดาวตลกอเมริกันในยุค 40s-50s
มุกที่ลุง 2 คนเล่นเป็นมุกภาษา (wordplay) ชื่อว่า Who’s On first?
อธิบายเป็นไทยก็ค่อยข้างยากนิดนึง ไปดูเองดีกว่า >> CLICK<<

มุกตลกนี้น่าจะดังมากในยุคนั้น
และที่สำคัญมันคล้องกับประเด็นเรื่องภาษาในเรื่อง

คือทั้ง 2 ลุงเข้าใจไม่ตรงกัน คนนึงเข้าใจว่า Who , What เป็นชื่อ
อีกคนเข้าใจว่าเป็นคำถาม เลยคุยกันไม่รู้เรื่องอยู่นั้นแหละ

Abbott & Constello เป็นนัยยะที่บอกว่า
มนุษย์ยังไม่เข้าใจภาษาของ Heptapods เพราะงั้นคุยกันยังไงก็ไม่เข้าใจ

There is no time ไม่ได้แปลว่า ไม่มีเวลาแล้ว แต่แปลว่า  เวลาไม่มีอยู่จริง
Use weapon ไม่ได้แปลว่าให้ ชักปืนมายิงกัน  แต่แปลว่า ให้เรียนรู้ภาษาของเค้าซะ

คำ Weapon ยังพ้องกับสิ่งที่เจ๊หลุยส์เคยเขียนในหนังสือว่า

Language : It’s the glue that holds a people together
,and it is the first weapon drawn in a conflict.

เจ๋งเนอะ.

5. การลำดับเรื่องราว

จะเห็นว่าเรื่องนี้เล่าสลับไปสลับมา ไม่ลำดับ Timeline
เหมือนที่นางเอกพูดในช่วงเริ่มเรื่อง ว่า

“Memory is a strange thing.
It doesn’t work like I thought it did.
We are so bound by time ; by its order. “

หนังเล่าเรื่องสลับ Timeline ไปมา แกล้งให้เราเข้าใจผิดว่านางเอกเสียลูกในตอนแรก
แล้วค่อยๆ ให้ Hint มาเฉลยให้เรารู้ความจริงในที่สุด และเลือกให้หนังจบลงที่ฉากเริ่ม

จุดนี้ชอบมากกก คือหนังใส่ใจใน concept  Non-linear สุดๆ
มันทำให้เรืองนี้ No beginning, no ending ตาม Theme ที่หนังอยากได้
ต่อให้เราดูหนังเรื่องนี้ย้อนจากหลังมาหน้า เราก็จะยังคงเข้าใจเรื่องได้เหมือนเดิม

โคตรพีค ..หนังเรื่องนี้คือ Time – independent ของจริง

ชื่นชมคนเขียนบท ทีมลำดับภาพ ผกก และทีมงานทุกคนมากๆ ที่ใส่ใจในการทำหนังขนาดนี้

6. Soundtrack

(Credit : https://minimore.com/b/b6hiK/6)

เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ ถูกจับวางโดย Jóhann Jóhannsson เจ้าเก่า
คือชอบแกมาตั้งแต่เรื่อง Sicario แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ผิดหวังจริงๆ 

ชื่นชมทีม Sound มากที่เลือกจับวางดนตรีเพื่อส่งอารมณ์ได้ดีมาก ๆ
เลือกจะเงียบในบางจังหวะ และใส่หนักในบางจังหวะ

เสียดายที่โดนตัดสิทธิ์ Oscar เพราะแกมีเอาเพลงเก่าไปใช้ ซึ่งมันมีความยาวประมาณนึง

เพลงเก่าที่ว่านี้ก็คือ On the Nature of Daylight โดย Max Richter
ซึ่งมันก็คุ้มที่ยอมเอาเพลงนี้เข้ามาแลกกับการพลาด Oscar เพราะเพลงนี้มี Gimmick ตรงที่ว่า

เพลง On the Nature of Daylight สร้างขึ้นด้วยหลักการทางดนตรี
ที่เรียกว่า Circle of Fifth คือการเอาโน๊ตที่ต่างกัน 5 ขั้น มาเรียงกันไปเรื่อยๆ
ทำแบบนี้ครบ 12 ครั้งก็จะวนกลับมาที่เดิม

circle_of_fifths_colors

วงกลม 12 ครั้ง = นาฬิกา
วงกลม = no beginning , no ending

จุดจบของเพลง คือจุดเริ่มต้น วนอยู่แบบนี้ไม่มีจบสิ้น

แถมเลือกเอาเพลงนี้มาเป็นเพลงเปิดและเพลงปิดเหมือนกันอีก

เจ๋งไปอีก 1 เบอร์

 

7. มิติที่ 5  : คำตอบที่ทุกคนตามหา

Arrival ได้ใจเราในประเด็นการตีความมิติที่ 5
ที่ยังเป็นปริศนาของมวลมนุษย์น้อยที่ติดอยู่ในกาลเวลาแบบเรา

เทียบกับหนัง Sci-fi ที่พูดเรื่องมิติเวลาก็หนีไม่พ้น Interstellar
ในประเด็นนี้ ส่วนตัวเราให้ Arrival ชนะ Interstellar

Interstellar ใช้แนวคิดให้คน (นางเอก) เป็นผู้ไขปริศนา (สมการ) เพื่อทะลุมิติเวลา
โดยนางเอกเป็นผู้คิดสมการนี้ได้หลังจากพ่อบอกใบ้มาจากมิติที่ 5
ความสมจริงในประเด็นนี้เล่นค่อนข้างยาก
เนื่องจากสมการที่ว่านี้เป็นสมการที่นักฟิสิกส์กำลังพยายามค้นคว้า และมันยังไม่มีอยู่จริง
มันทำให้เราไม่เชื่อว่านางเอกคิดได้จริง เพราะการ Prove สมการมันไม่แสดงให้เห็น
และกลายเป้นไม่อินกับ Interstellarไปเลยเพราะสะกิดใจเรื่องสมการนี้อยู่ตลอด

ในขณะที่ Arrival กลับใช้วิธี Nerd น้อยกว่า แต่ทำให้เราเชื่อได้มากกว่า

Arrival ยกความสามารถในการคิดสมการนี้ให้มนุษย์ต่างดาว
ผ่านภาษาของ Heptapods
หนังปูเรื่องสมมติฐานของซาเพียร์และวอร์ฟ (the Sapir-Whorf hypothesis)
ให้เราเชื่อว่าภาษาที่เราใช้เป็นตัวชี้นำความคิดของเราไปโดยปริยาย

หนังค่อยๆ เล่าให้เราเข้าใจว่า ภาษา Heptapods เป็นภาษาที่ไม่มีมิติเวลา
และหนังก็ Prove สมการแบบง่ายๆ ว่า
ถ้าเราเข้าใจภาษาที่ไม่มีมิติเวลา เราก็จะหลุดจากมิติเวลาโดยอัตโนมัติ
มันทำให้เราเชื่อและอินตามได้ไม่ยาก

ส่วนที่ขัดใจมีอย่างเดียวคือ Heptapods ข้ามเวลาได้ก็ควรจะฉลาดพอที่จะรู้ว่า
ใช้คำไหนสื่อสารกับนางเอกถึงจะดี นี่ต้องให้แปลความจนเกือบยิงกันตาย

แต่ก็นั่นแหละ แค่นี้ก็เจ๋งมากแล้ว
ปรบมือให้กับคนเขียนหนังสือ ที่คิด Concept เรื่องภาษากับมิติที่5 ได้โคตรเจ๋ง
ปรบมือให้คนเขียนบท ที่ทำให้มันเข้าใจง่ายเมื่ออยู่ในหนัง
ชื่อชมผกก. ที่ละเอียดละออกับทุกฉาก ทุกบทสนา จนโน้มน้าวความคิดคนดูแบบเราได้

8. The choice we chose

arrival7

ประเด็นสุดท้ายที่ชอบมากในหนัง คือเรื่องการเลือกของนางเอก

If you could suddenly see your whole life,
start to finish….
Would you change things ?

จริงๆ แล้วหลุยมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางให้ชีวิตของเธอเอง
เธอจะเลือกไม่แต่งงานกับเอียน ไม่มีลูก ไม่โดนสามีทิ้ง ลูกไม่ต้องตาย

แต่ท้ายที่สุด แม้เธอจะมีทางเลือกวางให้ตรงหน้า
เธอก็ยังคงเลือกลลัพธ์แบบเดิม แต่งงาน มีลูก ใช้ช่วงเวลากับลูก
เฝ้าดูลูกเผชิญโรคร้ายและดูลูกสาวตายไปในที่สุด

เธอเลือกทางนี้ เพราะเธอเข้าใจแล้วว่า

Life has no beginning and no ending.
ชีวิตคนเรามีสิ่งมหัศจรรย์เหนือกาลเวลาที่เรียกว่า ความทรงจำ

เพราะชีวิตไม่ได้เริ่มต้นที่เราเกิด และไม่ได้สิ้นสุดที่เราตาย
ความหมายของชีวิต คือระหว่างทางที่เราเลือกเดินต่างหาก

หนังจบได้อบอุ่น สวยงาม เป็น 118 นาทีที่มีครบทุกรส
และจบลงได้สมบูรณ์แบบมากๆ

ขอบคุณผกก. และทีมงานที่สร้างสรรค์งานคุณภาพขนาดนี้มาให้เราได้เสพกัน
#สาบานตนเป็นติ่งDenis  #CantwaitforBladeRunner2049

———————————————————-

นอกจากนี้หนังยังมี Gimmick ที่ ผกก. จงใจใส่มาอีก เช่น

1. ชื่อลูกนางเอก HANNAH เป็น Palindrome
คือสามารถอ่านจากหน้าไปหลัง หรือหลังมาหน้าได้
ตรงกับ Concept Non-linear

2. Open title ของหนัง ไม่มีชื่อเรื่อง
ชื่อเรื่องไปอยู่ตอนจบก่อนขึ้น Ending Tile

3. ชื่อ Studio ที่สร้างหนัง ตอนเปิดเรื่องกับจบเรื่องเรียงสลับลำดับ
เริ่มเรือง Paramount > FilmNation > Lava Bear > 21 Laps
จบเรื่อง 21 Laps > Lava Bear > FilmNation > Paramount

4. วันที่เข้าฉายในต่างประเทศตาม Poster
คือวันที่ 11.11 = Palindrome date

ชอบอะไรแบบนี้มาก
ใครเจออย่างอื่นอีกก็มาแชร์กัน ❤

 

 

🙂 สิ่งที่น่าสนใจ 🙂

Linguistic
1) อิทธิพลของภาษาต่อความคิด: ความแตกต่างระหว่างภาษาไทยกับภาษาญี่ปุ่น
2) ทฤษฎีภาษาศาสตร์

Science
Bootstrap paradox

Review
puroi : แนวคิดและทฤษฎีจาก Arrival : เมื่อภาษาศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาบรรจบกัน
ANNE COHEN : Why I Had A Metaphysical Crisis While Watching Arrival
Neung Van Der Waals : Spoiled ไม่ใช่ Review เล่าไม่รู้เรื่องกับหนังเรื่อง Arrival
atc40 : ARRIVAL (2016) ตีความหนัง “ผู้มาเยือน” การเล่าเรื่องของ “หนัง”เอเลี่ยน

Movie Related
Arrival Soundtrack
Arrival Screenplay

Advertisements


One Response to “Arrival : Beauty of Science , Linguistic and Life”

  1. 1 Ton Tonny

    เขียนออกมาได้เลิศมากครับ พิไล… ชื่นชมๆ ^___^


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: