บทเรียนจากความมืด

26พ.ย.10

วันนี้ได้มีโอกาสไปดูนิทรรศการดีๆ ที่จามจุรีสแควร์
ชื่อนิทรรศการเก๋ๆ ว่า “บทเรียนในความมืด : Dialogue in the Dark”

Dialogue in the Dark เป็นนิทรรศการที่จัดขึ้นเพื่อความเข้าใจผู้พิการทางสายตา
มีต้นกำเนิดที่เยอรมันโดยคุณแอนเดรียส ไฮเนกี้ นี่ก็เป็นโอกาสดีที่ได้มาจัดแสดงในเมืองไทย
หมูแป้ง ได้บอกมาว่าเป็นนิทรรศการที่ไม่ควรสปอยล์ใดๆ ทั้งสิ้นเพื่อความสุขในการรับชม

แต่ตามสไตล์พิไลพรรณแล้วขอบอกเล่าสักเล็กน้อย ; )
เป็นการเรียกน้ำย่อยแต่ยืนยันว่าไม่สปอยล์ส่วนสำคัญ
ถ้าหากใครอยากได้รับอรรถรสแบบเต็มๆ ไปดูก่อนแล้วค่อยมาอ่านก็ดีนะ : )

Dialogue in the Dark มีอีกชื่อเก๋ๆ คือ “นิทรรศการที่มองไม่เห็น”
ใช่แล้วค่ะ ! มันมองไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ

ตลอดการชมนิทรรศการที่ใช้เวลาประมาณเกือบ 1 ชั่วโมง
เราจะได้พักสายตาในความมืด และหันมาใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ในการรับรู้แทน
แหม..เล่าแค่นี้ก็ดูน่าสนใจแล้วใช่มั้ยล่ะ

ฉันตัดสินใจไปชมนิทรรศการคนเดียว ไม่มีเพื่อนพ้องน้องพี่ติดตามไปแต่อย่างใด
นิทรรศการถูกจัดไว้เป็นรอบ ทุกๆ 15 นาที มีไกด์นำชมตลอดนิทรรศการ
รอบที่ฉันไป มีคนเข้าชมเพียงสามคน สองคนเป็นคู่รักกัน อีกคนคือฉันเอง!!

สำหรับฉัน นิทรรศการนี้เป็นนิทรรศการที่แปลกที่สุดตั้งแต่เคยพบเจอมา
แน่นอนว่ามันทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่าง

โดยปกติฉันเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ค่อยแสดงออก กับคนแปลกหน้า
ในระหว่างชมนิทรรศการหากมีคำถามชี้ชวนให้ตอบ ดีมั้ย? เป็นไง?
ฉันก็มักเลือกที่จะพยักหน้า ส่ายหน้า หรือยิ้มแทนการพูดออกไป
โดยลืมไปว่าในความมืดนั้น เราไม่สามารถเห็นกันและกันได้
ไกด์และเพื่อนที่ร่วมทางไปกับฉันไม่สามารถรับรู้ความคิดและความรู้สึกฉันได้

ฉันว่าบางครั้งคนตาดี ก็ไม่ต่างกับคนตาบอด
หลายครั้งที่เราทำอะไรให้ใคร แต่เค้าไม่รับรู้ , พูดอะไรกับใครแต่เค้ากลับไม่ได้ยิน
หลายคนมาตีโพยตีพาย ว่าทำไมเค้าไม่สนใจเรา ไม่เข้าใจเรา
โดยไม่ได้ถามตัวเองเลยว่า เราพูดดังพอให้เค้าได้ยินรึยัง ,
การกระทำเราชัดพอให้เค้ารู้สึกหรือเปล่า

บทเรียนที่ฉันได้จากความมืด สอนฉันให้รู้ว่า
การแสดงความรู้สึกมีขอบเขตล่างของมัน
ถึงจะแสดงออกแต่ถ้าน้อยเกินไป สิ่งที่เราทำไปก็มีค่าเท่ากับศูนย์
เหมือนที่ฉันพยักหน้า หรือยิ้ม ก็ไม่มีใครรับรู้ได้ในความมืด

เพราะฉะนั้น …
ถ้าจะ(แค่)ยิ้มให้ใคร ขอให้มั่นใจว่าเค้ามองเห็น
ถ้าจะบอกรักใคร  ขอให้มั่นใจว่ามันดังมากพอ
ถ้าจะทำอะไรให้ใคร ขอให้มั่นใจว่าเค้าจะรับรู้ถึงสิ่งนั้น
แทนที่จะบอกแม่ว่า “ดูแลตัวเองดีดีนะคะ” ก็บอกไปเลยเถอะว่า “หนูคิดถึง”

นี่เป็นเพียงบทเรียนเล็กๆ บทหนึ่งจากความมืด
มีอีกหลายบทเรียนสำคัญที่ฉันได้รับจากการไปชมนิทรรศการครั้งนี้
แต่ไม่อยากจะบอกเล่ามากไปจนไปทำลายอรรถรสของการรับชมจริงๆ

หากใครอยากได้รับบทเรียนที่มีค่าแบบที่ฉันได้รับ
ขอแนะนำให้ไปชมนิทรรศการ “บทเรียนในความมืด : Dialogue in the Dark”
ตอนนี้จัดอยู่ที่ อพวช. จามจุรีสแควร์ ชั้น 4
ฉันว่ามันเป็นโอกาสดีที่เราจะได้สัมผัสสิ่งที่พิเศษขนาดนี้

ใครๆ ก็ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
แต่สิบตาเห็นก็ไม่สู้มือคลำ.. จริงมั้ย ? : )

.

ขอบคุณ.. จิ๋ว พุด มิ๊ง สามคนที่ไม่รู้จักกัน แต่ทำให้ฉันได้บทเรียนที่มีค่า
ขออุทิศบล๊อกนี้ให้แก่..คนตาบอดทุกคนที่อยู่บนโลกใบนี้ : )

.

.

.

.

.

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิทรรศการ
บทเรียนในความมืด : Dialogue in the Dark
จัดดแสดงที่ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)
ชั้น 4 จามจุรีสแควร์ : นิทรรศการมีเป็นรอบทุกๆ 15 นาที
เริ่มตั้งแต่เวลา 11.00 ถึงประมาณ 18.00
ใช้เวลาเข้าชมนิทรรศการประมาณ 1 ชั่วโมง
สอบถามเพิ่มเติมหรือโทรจองที่ 02 577 9999
ค่าเข้าชม : ผู้ใหญ่ 90 บาท / เด็ก-นักเรียน-นักศึกษา 50 บาท

Advertisements


2 Responses to “บทเรียนจากความมืด”

  1. 1 ปิยะฉัตร

    ไปชมมาแล้วครับ เป็นนิทรรศการที่ดีมากๆนิทรรศการนึงเลยทีเดียว
    ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ ที่อ่านแล้วชวนให้ไปรับประสบการณ์ดีๆแบบนี้

    ป.ล. ผมชอบข้อความของคุณจังที่ว่า

    ” ถ้าจะ(แค่)ยิ้มให้ใคร ขอให้มั่นใจว่าเค้ามองเห็น
    ถ้าจะบอกรักใคร  ขอให้มั่นใจว่ามันดังมากพอ
    ถ้าจะทำอะไรให้ใคร ขอให้มั่นใจว่าเค้าจะรับรู้ถึงสิ่งนั้น
    แทนที่จะบอกแม่ว่า “ดูแลตัวเองดีดีนะคะ” ก็บอกไปเลยเถอะว่า “หนูคิดถึง” ”

    ^ ^

  2. ฮี่ๆ อยากรู้ว่าแกคุยกะไกด์ว่ารัยมั่งน่ะ ไว้นอกรอบๆ


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: