arrival

Arrival (2016)
Director : Denis Villeneuve
Screen writer : Eric Heisserer

หากจะจัดหมวดหมู่ให้ Arrival
ก็คงจะจัดเป็นหมวด หนังรัก Sci-fi ไม่ใช่หนัง Action เอเลี่ยนบุกโลกแต่อย่างใด

ใครคาดหวังจะไปดู ฉากระเบิดภูเขา เผากระท่อม
ขอให้ยืนไว้อาลัยและเดินจากหนังเรื่องนี้ไปเงียบๆ ได้เลย เพราะไม่มีสิ่งที่คุณคาดหวังแน่นอน

สำหรับคนที่ไม่สันทัดหนัง Action อย่างเรา
ส่วนตัวดูจบแล้วชอบมากตรงที่หนังมีความละเอียด ละเมียดละไมในการวางเรื่อง เล่าเรื่อง
ลำดับภาพและเรื่องราว รวมทั้งการถ่ายภาพ
แม้กระทั่ง Soundtrackก็จับวางได้เหมาะเจาะมาก

หากใครยังไม่ได้ดู กรุณาไปซื้อหามาดูเถอะค่ะ
บอกเลยว่าเรื่องนี้คุ่มค่ากับเวลา 118 นาทีที่ท่านจะเสียไปแน่นอน

หลังจากไปดูจบ กลับมาบ้านก็มีอาการ Arrival Fever
เป็นหนังที่ชอบมาก ยิ่งหาอ่านตรงที่สงสัย พอได้คำตอบก็ยิ่งชอบไปอีก

หลังจากดูจบ อ่านอีกสองวันสองคืน
ตกผลึกพอสมควรเลยอยากจะเขียนอะไรเก็บไว้อ่านบ้าง

ส่วนต่อไปมีสปอยล์เนื้อหายันบทพูด
ใครยังไม่ดู ขอให้ข้ามไปก่อนนะจ๊ะ

+++++++++++++ SPOILER ALERT ++++++++++++++

.

.

Arrival  บอกเล่าเรื่องราวความสวยงามของชีวิต
ผ่านทฤษฎีด้านวิทยาศาสตร์ และความน่าสนใจของภาษาศาสตร์
โดยใช้ “เวลา” เป็นกุญแจหลักในการเล่าเรื่อง
และผกก. ยังสอดแทรกสัญญลักษณ์ต่างๆ มาใบ้เราตลอดทั้งเรื่อง
เพื่อตอกย้ำ Theme …

Non-linear Time
No beginning , no ending

ความสวยงามและกลมกล่อมของหนังเรื่องนี้ที่โดนใจเรา ประกอบด้วย

1. Heptapods Language

ภาษาของ Heptapods ในเรื่อง
เป็นภาษาในตระกูลของ Logograms คือการใช้รูปภาพสื่อความหมาย

ซึ่งจะถูกเขียน ทั้งประโยคพร้อมกันทีเดียว ในรูปแบบของวงกลม

arrival1

วงกลม = No beginning , no ending 🙂
ภาษาที่ต้องรู้ทั้งประโยคก่อนเขียนจบ = Time independent

ตรง Heptapods Language นี้ต้องชื่นชมการ Design ของทีมงานมากๆ
ที่คิดออกมาได้สวย Classic และทำให้คนดูเห็นภาพ เข้าใจ Concept Non-linear
และทำให้ Message ที่หนังจะสื่อชัดเจนมากๆ

ใครสนใจที่มาการ Design Heptapods Language >> CLICK <<

2. ยาน 12 ลำ

arrival2

Credit รูปภาพ : Neung Van Der Waals

จริงๆ เรื่องนี้ค่อนข้างคาใจมาตั้งแต่ดูหนัง ว่าทำไมต้องยาน 12 ลำ
เราสงสัยด้วยคำถามเดิมเหมือนที่ท่านนายพลเคยถาม

Q: ถ้ามาสร้างสัมพันธไมตรีจริง ทำไมมาตั้ง 12
A: ก็เพื่อให้คนในแต่ละส่วนของโลกร่วมมือกัน เอาแผนที่ไปรวมเป็น 1 ไง

Q: แล้วทำไมต้อง 12 ทำไมไม่เป็น 7  หรือ 8 หรือ 15
A: นั่นสิ??

อาจารย์วิชา Life ref. film เคยบอกว่าทุกอย่างที่ใส่มาในหนังต้องมีความหมาย
โดยเฉพาะหนังของ ผกก. แบบ Denis มันต้องไมได้ 12 มาโดยบังเอิญแน่ๆ

กลับไปนั่งนอนคิด ดูนาฬิกา แล้วก็คิดได้ว่า
เอออออ.. เลข 12 อาจจะเชื่อมโยงกับตัวเลขบอกเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา

หนังอาจจะใบ้ให้เราแล้วว่า
Shell 12 Shell = 12 ชั่วโมงบนหน้าปัดนาฬิกา
ซึงตรงกับ Theme หลักของเรื่องคือเรื่องของเวลา

มันต้องใช่แน่ๆ !

และมันก็เข้ากับ Theme ที่ว่า
No beginning , no ending

เพราะเมื่อเข็มสั้นและเข็มยาวทับกันที่เลข 12 เมื่อไหร่
เราก็ชักไม่แน่ใจว่า มันเป็นเวลาสิ้นสุดวันนี้
หรือมันเป็นเวลาเริ่มต้นของพรุ่งนี้กันแน่ !!

3. ประตูเปิดทุก 18 ชม.

(Credit : Reddit)

arrival3

ทุก 18 ชัวโมง ประตูเชลล์จะเปิด นาน 90 นาที? (ฟังเค้ามา)
เพื่อให้เจ๊หลุยส์เข้าไปพบปะกับ Heptapods

ทำไมประตูต้องเปิดทุก 18 ชัวโมง ?

เอาจริงคือสงสัยในทุกตัวเลขที่มีในหนัง บางทีก็คิดว่าตัวเองโรคจิต

มีชาว Reddit ได้ตั้งข้อสมมติฐานไว้ว่า
เป็นไปได้ว่า Heptapods ที่มาเยี่ยมโลกมีแค่ 2 ตัว

คิอ Abbott และ Constello ที่เราเห็นนี่แหละ

ยาน 12 ลำที่จอดอยู่ที่จุดต่างๆ เป็นเพียงประตูเข้าไปที่บ้านของเจ้า Heptapods
concept เดียวกับปราสาทของ Howl (Howl’s Moving Castle : Studio Ghibli)

สิ่งที่เจ้า Heptapods ทำคืออยู่ที่เดิม รอให้ประตู Montana เปิด คุย 90 นาที
จากนั้นปิดประตู Montana และเปิดบานถัดไป
ทำแบบนี้เรื่อยๆ ก็จะสมเหตุสมผลว่าทำไมต้องรอ 18 ชม.กว่าประตู Montana จะเปิดอีกครั้ง

คำนวณง่ายๆ ดังนี้
ประตูเปิดนาน 90 นาที X ยาน 12 ลำ = 1080 นาที = (1080/60) ชั่วโมง = 18 ชั่วโมงพอดี
จึงจะได้เวลากลับมาคุยที่ยานลำแรกอีกครั้ง!! โอ๊ยเจ๋งไปอีก

และถ้าเป็น Concept นี้จริงก็แปลว่า
Shell ทั้ง 12 Shell ที่เราเห็นไม่ได้มีที่อยู่อาศัยข้างในจริงๆ

พ้องกับข้อ 2. Shell 12 Shell = 12 ชั่วโมงบนหน้าปัดนาฬิกา

12 ชัวโมงบนหน้าปัดนาฬิกาไม่มีอยู่จริง!!
There is no time!!

4. Abbott & Constello

ชื่อที่พี่เอียนตั้งให้ ปลาหมึก 2 ตัว สงสัยมาก ว่ามาจากไหน
เลยไปหาข้อมูลมา ปรากฏว่าแกมีนัยยะจริงๆ ตามไสตล์ Denis

arrival4

Abbott & Constello เป็นชื่อ 2 ดาวตลกอเมริกันในยุค 40s-50s
มุกที่ลุง 2 คนเล่นเป็นมุกภาษา (wordplay) ชื่อว่า Who’s On first?
อธิบายเป็นไทยก็ค่อยข้างยากนิดนึง ไปดูเองดีกว่า >> CLICK<<

มุกตลกนี้น่าจะดังมากในยุคนั้น
และที่สำคัญมันคล้องกับประเด็นเรื่องภาษาในเรื่อง

คือทั้ง 2 ลุงเข้าใจไม่ตรงกัน คนนึงเข้าใจว่า Who , What เป็นชื่อ
อีกคนเข้าใจว่าเป็นคำถาม เลยคุยกันไม่รู้เรื่องอยู่นั้นแหละ

Abbott & Constello เป็นนัยยะที่บอกว่า
มนุษย์ยังไม่เข้าใจภาษาของ Heptapods เพราะงั้นคุยกันยังไงก็ไม่เข้าใจ

There is no time ไม่ได้แปลว่า ไม่มีเวลาแล้ว แต่แปลว่า  เวลาไม่มีอยู่จริง
Use weapon ไม่ได้แปลว่าให้ ชักปืนมายิงกัน  แต่แปลว่า ให้เรียนรู้ภาษาของเค้าซะ

คำ Weapon ยังพ้องกับสิ่งที่เจ๊หลุยส์เคยเขียนในหนังสือว่า

Language : It’s the glue that holds a people together
,and it is the first weapon drawn in a conflict.

เจ๋งเนอะ.

5. การลำดับเรื่องราว

จะเห็นว่าเรื่องนี้เล่าสลับไปสลับมา ไม่ลำดับ Timeline
เหมือนที่นางเอกพูดในช่วงเริ่มเรื่อง ว่า

“Memory is a strange thing.
It doesn’t work like I thought it did.
We are so bound by time ; by its order. “

หนังเล่าเรื่องสลับ Timeline ไปมา แกล้งให้เราเข้าใจผิดว่านางเอกเสียลูกในตอนแรก
แล้วค่อยๆ ให้ Hint มาเฉลยให้เรารู้ความจริงในที่สุด และเลือกให้หนังจบลงที่ฉากเริ่ม

จุดนี้ชอบมากกก คือหนังใส่ใจใน concept  Non-linear สุดๆ
มันทำให้เรืองนี้ No beginning, no ending ตาม Theme ที่หนังอยากได้
ต่อให้เราดูหนังเรื่องนี้ย้อนจากหลังมาหน้า เราก็จะยังคงเข้าใจเรื่องได้เหมือนเดิม

โคตรพีค ..หนังเรื่องนี้คือ Time – independent ของจริง

ชื่นชมคนเขียนบท ทีมลำดับภาพ ผกก และทีมงานทุกคนมากๆ ที่ใส่ใจในการทำหนังขนาดนี้

6. Soundtrack

(Credit : https://minimore.com/b/b6hiK/6)

เสียงดนตรีในหนังเรื่องนี้ ถูกจับวางโดย Jóhann Jóhannsson เจ้าเก่า
คือชอบแกมาตั้งแต่เรื่อง Sicario แล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ผิดหวังจริงๆ 

ชื่นชมทีม Sound มากที่เลือกจับวางดนตรีเพื่อส่งอารมณ์ได้ดีมาก ๆ
เลือกจะเงียบในบางจังหวะ และใส่หนักในบางจังหวะ

เสียดายที่โดนตัดสิทธิ์ Oscar เพราะแกมีเอาเพลงเก่าไปใช้ ซึ่งมันมีความยาวประมาณนึง

เพลงเก่าที่ว่านี้ก็คือ On the Nature of Daylight โดย Max Richter
ซึ่งมันก็คุ้มที่ยอมเอาเพลงนี้เข้ามาแลกกับการพลาด Oscar เพราะเพลงนี้มี Gimmick ตรงที่ว่า

เพลง On the Nature of Daylight สร้างขึ้นด้วยหลักการทางดนตรี
ที่เรียกว่า Circle of Fifth คือการเอาโน๊ตที่ต่างกัน 5 ขั้น มาเรียงกันไปเรื่อยๆ
ทำแบบนี้ครบ 12 ครั้งก็จะวนกลับมาที่เดิม

circle_of_fifths_colors

วงกลม 12 ครั้ง = นาฬิกา
วงกลม = no beginning , no ending

จุดจบของเพลง คือจุดเริ่มต้น วนอยู่แบบนี้ไม่มีจบสิ้น

แถมเลือกเอาเพลงนี้มาเป็นเพลงเปิดและเพลงปิดเหมือนกันอีก

เจ๋งไปอีก 1 เบอร์

 

7. มิติที่ 5  : คำตอบที่ทุกคนตามหา

Arrival ได้ใจเราในประเด็นการตีความมิติที่ 5
ที่ยังเป็นปริศนาของมวลมนุษย์น้อยที่ติดอยู่ในกาลเวลาแบบเรา

เทียบกับหนัง Sci-fi ที่พูดเรื่องมิติเวลาก็หนีไม่พ้น Interstellar
ในประเด็นนี้ ส่วนตัวเราให้ Arrival ชนะ Interstellar

Interstellar ใช้แนวคิดให้คน (นางเอก) เป็นผู้ไขปริศนา (สมการ) เพื่อทะลุมิติเวลา
โดยนางเอกเป็นผู้คิดสมการนี้ได้หลังจากพ่อบอกใบ้มาจากมิติที่ 5
ความสมจริงในประเด็นนี้เล่นค่อนข้างยาก
เนื่องจากสมการที่ว่านี้เป็นสมการที่นักฟิสิกส์กำลังพยายามค้นคว้า และมันยังไม่มีอยู่จริง
มันทำให้เราไม่เชื่อว่านางเอกคิดได้จริง เพราะการ Prove สมการมันไม่แสดงให้เห็น
และกลายเป้นไม่อินกับ Interstellarไปเลยเพราะสะกิดใจเรื่องสมการนี้อยู่ตลอด

ในขณะที่ Arrival กลับใช้วิธี Nerd น้อยกว่า แต่ทำให้เราเชื่อได้มากกว่า

Arrival ยกความสามารถในการคิดสมการนี้ให้มนุษย์ต่างดาว
ผ่านภาษาของ Heptapods
หนังปูเรื่องสมมติฐานของซาเพียร์และวอร์ฟ (the Sapir-Whorf hypothesis)
ให้เราเชื่อว่าภาษาที่เราใช้เป็นตัวชี้นำความคิดของเราไปโดยปริยาย

หนังค่อยๆ เล่าให้เราเข้าใจว่า ภาษา Heptapods เป็นภาษาที่ไม่มีมิติเวลา
และหนังก็ Prove สมการแบบง่ายๆ ว่า
ถ้าเราเข้าใจภาษาที่ไม่มีมิติเวลา เราก็จะหลุดจากมิติเวลาโดยอัตโนมัติ
มันทำให้เราเชื่อและอินตามได้ไม่ยาก

ส่วนที่ขัดใจมีอย่างเดียวคือ Heptapods ข้ามเวลาได้ก็ควรจะฉลาดพอที่จะรู้ว่า
ใช้คำไหนสื่อสารกับนางเอกถึงจะดี นี่ต้องให้แปลความจนเกือบยิงกันตาย

แต่ก็นั่นแหละ แค่นี้ก็เจ๋งมากแล้ว
ปรบมือให้กับคนเขียนหนังสือ ที่คิด Concept เรื่องภาษากับมิติที่5 ได้โคตรเจ๋ง
ปรบมือให้คนเขียนบท ที่ทำให้มันเข้าใจง่ายเมื่ออยู่ในหนัง
ชื่อชมผกก. ที่ละเอียดละออกับทุกฉาก ทุกบทสนา จนโน้มน้าวความคิดคนดูแบบเราได้

8. The choice we chose

arrival7

ประเด็นสุดท้ายที่ชอบมากในหนัง คือเรื่องการเลือกของนางเอก

If you could suddenly see your whole life,
start to finish….
Would you change things ?

จริงๆ แล้วหลุยมีสิทธิ์ที่จะเลือกทางให้ชีวิตของเธอเอง
เธอจะเลือกไม่แต่งงานกับเอียน ไม่มีลูก ไม่โดนสามีทิ้ง ลูกไม่ต้องตาย

แต่ท้ายที่สุด แม้เธอจะมีทางเลือกวางให้ตรงหน้า
เธอก็ยังคงเลือกลลัพธ์แบบเดิม แต่งงาน มีลูก ใช้ช่วงเวลากับลูก
เฝ้าดูลูกเผชิญโรคร้ายและดูลูกสาวตายไปในที่สุด

เธอเลือกทางนี้ เพราะเธอเข้าใจแล้วว่า

Life has no beginning and no ending.
ชีวิตคนเรามีสิ่งมหัศจรรย์เหนือกาลเวลาที่เรียกว่า ความทรงจำ

เพราะชีวิตไม่ได้เริ่มต้นที่เราเกิด และไม่ได้สิ้นสุดที่เราตาย
ความหมายของชีวิต คือระหว่างทางที่เราเลือกเดินต่างหาก

หนังจบได้อบอุ่น สวยงาม เป็น 118 นาทีที่มีครบทุกรส
และจบลงได้สมบูรณ์แบบมากๆ

ขอบคุณผกก. และทีมงานที่สร้างสรรค์งานคุณภาพขนาดนี้มาให้เราได้เสพกัน
#สาบานตนเป็นติ่งDenis  #CantwaitforBladeRunner2049

———————————————————-

นอกจากนี้หนังยังมี Gimmick ที่ ผกก. จงใจใส่มาอีก เช่น

1. ชื่อลูกนางเอก HANNAH เป็น Palindrome
คือสามารถอ่านจากหน้าไปหลัง หรือหลังมาหน้าได้
ตรงกับ Concept Non-linear

2. Open title ของหนัง ไม่มีชื่อเรื่อง
ชื่อเรื่องไปอยู่ตอนจบก่อนขึ้น Ending Tile

3. ชื่อ Studio ที่สร้างหนัง ตอนเปิดเรื่องกับจบเรื่องเรียงสลับลำดับ
เริ่มเรือง Paramount > FilmNation > Lava Bear > 21 Laps
จบเรื่อง 21 Laps > Lava Bear > FilmNation > Paramount

4. วันที่เข้าฉายในต่างประเทศตาม Poster
คือวันที่ 11.11 = Palindrome date

ชอบอะไรแบบนี้มาก
ใครเจออย่างอื่นอีกก็มาแชร์กัน ❤

 

 

🙂 สิ่งที่น่าสนใจ 🙂

Linguistic
1) อิทธิพลของภาษาต่อความคิด: ความแตกต่างระหว่างภาษาไทยกับภาษาญี่ปุ่น
2) ทฤษฎีภาษาศาสตร์

Science
Bootstrap paradox

Review
puroi : แนวคิดและทฤษฎีจาก Arrival : เมื่อภาษาศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาบรรจบกัน
ANNE COHEN : Why I Had A Metaphysical Crisis While Watching Arrival
Neung Van Der Waals : Spoiled ไม่ใช่ Review เล่าไม่รู้เรื่องกับหนังเรื่อง Arrival
atc40 : ARRIVAL (2016) ตีความหนัง “ผู้มาเยือน” การเล่าเรื่องของ “หนัง”เอเลี่ยน

Movie Related
Arrival Soundtrack
Arrival Screenplay

Advertisements

世界から猫が消えたなら,

ดูมาตั้งแต่เข้าโรง  จดความชอบไว้ในมือถือ วันนี้นึกถึงเลยเอามาเขียนใหม่.

เดิมตอนเข้าไปดูเรื่องนี้ คิดว่ามันคงเป็นหนังฟีลกู๊ดเรียกน้ำตาสไตล์ญี่ปุ่นทั่วไป
… ซึ่งมันก็เป็นอย่างงั้นจริงๆนั่นแหละ เพียงแต่สิ่งที่ได้จากหนังมันเยอะกว่าที่หวังไว้พอสมควร.

ด้วยพล็อตที่มีความ surreal. มีความ nerd หนัง. nerd หว่อง มีสัญลักษณ์และนัยยะให้คิดตาม
บอกเลยว่าถูกจริต : )

Credit : http://chill89.fm/post/2589

หนังเล่าถึงชีวิตของบุรุษไปรษณีย์หน้าจิ้มลิ้มไม่มีชื่อที่พบว่าตัวเองกำลังจะตาย

ดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง…มีปีศาจที่หน้าเหมือนตัวเองเด๊ะๆ มายื่นข้อเสนอต่อชีวิตให้
โดยเวลาทุก 1วันที่ยืดออกไป ต้องแลกกับการที่อะไรบางอย่างบนโลกหายไป 1อย่าง

ต่อไปจะเป็นประเด็นที่เราเก็บได้จากหนัง ซึ่งแน่นอนว่า Spoil หมดเกือบทุก scene
ถ้าไม่อยากเสียอรรถก็ไปดูกันซะก่อนแล้วค่อยมาอ่านนะคะ  : )

>>>>>>>>>>>>>>>> SPOIL ALERT <<<<<<<<<<<<<<<<

.
.
.
.หนังเล่าถึงความสำคัญของการมีอยู่ของสรรพสิ่งและความสัมพันธ์บนโลก ผ่านคำถาม 4 ข้อ และของ(+แมว) 4 อย่าง

1. ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย จะโทรหาใครเป็นคนสุดท้าย?

 download
ผกก.(ปีศาจ) เลือกให้สิ่งแรกที่จะหายไปคือ”โทรศัพท์” เครื่องมือสื่อสารยอดฮิตติดมือคนปัจจุบัน

โทรศัพท์ == > แฟนเก่า

พระเอกกับแฟนพบรักกันเพราะแฟนโทรผิดเบอร์ แล้วก็ดันสนใจเรื่องหนังเหมือนกัน
แถมเรียนคลาสเดียวกันอีก (บังเอิญไป๊!!)
การมีอยู่ของโทรศัพท์ ถูกผูกไว้กับการมีอยู่ของแฟนเก่าของพระเอก
โทรศัพท์จึงสำคัญ เพราะมันทำให้พระเอกพบรักกับแฟนและมีช่วงเวลาดีๆด้วยกัน : )
ชอบตรงนางเอกมีความเนิร์ดหนัง
ฟังเสียง soundtrack แล้วรู้เลยว่าดูเรื่องอะไรตอนไหน
เสร็จละแกสปอยหนังอีก  นิสัยย  5555.

2. ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย จะดูหนังเรื่องอะไรเป็นเรื่องสุดท้าย?

สิ่งต่อมาที่ผกก. เลือกให้หายไปคือ “หนัง” (Films)
และคนที่ทำให้การมีอยู่ของหนังมีความหมายมากขึ้นคือเพื่อนของพระเอกที่ชื่อ Tatsuya.
ifcatsdisappeared3-1600x900-c-default

Films ==> เพื่อน

ชอบความเนิร์ดหนังที่ผกก. ใส่มาให้ตัวละครตัวนี้มากกกกกกกก
ชอบมุขที่เล่นคำกับชื่อของตัวละครให้พ้องกับชื่อร้านเช่าหนัง Tsutaya
ชอบความเพ้อเจ้อคำคมของเพื่อนพระเอก. มันเพ้อเจ้อแบบน่ารัก
ชอบจังหวะที่เพื่อนหาหนังมาให้พระเอกดูทุกวัน. ถ้ามีเพื่อนแบบนี้บอกเลยรักตายยยยย
ชอบประโยคของเพื่อนที่บอกว่า….
Films are limitless. Our exchange can go on forever.
#น้ำตาร่วงพรู
.
.
.
 
ในจังหวะการโต้เถียงของพระเอกกับปีศาจใน part นี้มี Dialog ที่เราชอบมาก
พระเอก : ทำไมเลือกให้หนังที่หายไป ?
ปีศาจ : หนังมันก็แค่สิ่ง entertainment. ไม่มีหนังก็ไม่มีใครตายหรอก (จำเป๊ะๆไม่ได้ )
พระเอก : แต่หนังเป็นตัวแทนของ Art and Culture เลยนะ (ประมาณว่าเป็นตัวจุดประกายไอเดีย แนวคิดดีๆหลายอย่าง)
ปีศาจ : Art and culture จะไปสำคัญกว่าปากท้องได้ยังไง 
#เจ็บ

จบประโยค ..แว่บแรกคิดถึง ‘สกาล่า’ เลย
มันก็คงคล้ายๆกัน…
สำหรับคนกลุ่มนึง โรงหนังเก่าๆ ที่ชื่อ สกาล่า จะมีความหมายอะไร
เมื่อเทียบกับรายรับนับแสนนับล้านที่จะได้จากธุรกิจอื่นบนพื้นที่ใจกลางสยาม

แต่การมีอยู่ของสกาล่าก็เติมเต็มใครหลายคน..
เหมือนที่การมีอยู่ของหนังและ Tsutaya เติมเต็มชีวิตของพระเอก. 

Part นี้พูดถึงหนังเก่าหลายๆเรื่อง ทำให้เราอยากไปหามาดู
/*ทด
*/จบทด

3. ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย จะไปที่ไหนเป็นที่สุดท้าย?

มาถึงสิ่งที่สามที่ ผกก.เลือกให้หายไปคือ นาฬิกา ซึ่งเป็นตัวแทนของ “เวลา”
ใน part นี้สิ่งที่เห็นได้ชัดมากๆ คือภาพของเรื่องเล่าจะเปลี่ยนเป็นสีสด
(และ location ที่ บัวโนสไอเรสก็แจ่มมมาก)
390930
Credit : https://.www.filmlinc.org/films/if-cats-disappeared-from-the-world/

เวลา ==> การใช้ชีวิต

ในช่วงเวลาที่พระเอกไป backpack ที่อาเจนติน่าแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็เป็น            .“ช่วงเวลาแห่งความสุข”
หนังเล่าความสุขนั้นผ่านสีที่สดใสกว่า part อื่นๆ
และตัวละครที่ทำให้เวลา มีความหมายอย่างเด่นชัดมากขึ้นคือ พี่ทอม
ชายผู้มีปรัชญาว่า ชีวิตของเรา ใช้ซะ!!
พี่ทอมใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิตในการออกไปท่องโลก ใช้ชีวิตแบบสุดติ่ง
การใช้ชีวิตและการตายของพี่ทอมใน part นี้สอนเราว่า…
เพราะเราไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ จึงต้องใช้ทุกวันให้เต็มที่ : )
.
.ชอบ part นี้อีกอย่างตรง location ที่เลือกเอาฉากคุ้นเคยจากเรื่อง happy together มาใช้        แบบ Parallel กับเรื่องเดิม  #ติ่งหว่อง
 
ฉากตรงสะพาน ที่พี่เหลียงโทรหาพ่อ <> ล้อกับในเรื่องที่พระเอกไม่ยอมโทรหาพ่อ
บรรยากาศในร้านเหล้าที่พี่เหลียงนั่งคุยกับน้องไต้หวันเรื่องสุดขอบโลก
<> ล้อกับที่พระเอกถามพี่ทอมเรื่องที่สุดท้ายก่อนตาย
ฉากน้ำตกที่พี่เหลียงไปอาลัยอาวรณ์ถึงอาจาง <> ล้อกับที่พระนางไปฟูมฟายถึงพี่ทอม
 
ชอบซีนตรงน้ำตกหลังจากที่พี่ทอมตาย เหมือนน้ำตกกำลังร้องไห้พรั่งพรูให้การตายของพี่ทอม
จริงๆถ้าลดความฟูมฟายของตัวเอกลงอีกหน่อยจะชอบกว่านี้อีก
.
.
.
.
 และมาถึงคำถามสุดท้ายจากปีศาจ

4. ถ้าพรุ่งนี้ต้องตาย อยากเจอใครเป็นครั้งสุดท้าย?

แน่นอนว่าสิ่งสุดท้าย ที่ปีศาจเลือกให้หายไปคือ “แมว”
..แมวที่เราเห็นว่าพระเอกรักนักหนามาตั้งแต่ต้นเรื่อง
title_4_02123

แมว ==> ครอบครัว

แมวทำให้พระเอกคิดถึงแม่.
แมวเป็นสิ่งที่ทำให้พระเอกนึกถึงช่วงเวลาดีๆ ที่อยู่กับครอบครัว.
แมวทำให้คิดถึงส่วนที่น่ารักของพ่อ.
และใน part นี้เองที่พระเอกได้พบถึงความสำคัญของการมีอยู่ของตัวเองผ่านจดหมายที่แม่เขียน
เคยได้ยินคำคมประมาณว่า
คุณอาจเป็นแค่คนตัวเล็กๆบนโลกของใครคนนึง
แต่คุณก็อาจจะเป็นโลกทั้งใบของใครอีกคน
ใช่.. เราเป็นโลกทั้งใบของพ่อกับแม่ 🙂
ชอบความละมุนของ part นี้  แม่แสดงดีมาก พรั่งพรูมากก
(รู้สึกว่าหนังพยายามฟูมฟายเรียกน้ำตามากไปหน่อย  แต่มันก็ทำสำเร็จจริงๆ 555 ขี้มูกยืดเลย) 

บทสรุป

ของที่หายไปทำให้พระเอกก็ได้ระลึกถึงความหมายของการมีอยู่
ของคนรัก เพื่อน ครอบครัว และที่สำคัญที่สุดคือตัวเอง
 
แม้ว่าโทรศัพท์จะหายไป พระเอกก็ยังจำช่วงเวลาดีๆที่คุยโทรศัพท์กับแฟนได้
แม้ว่าหนังจะหายไป แต่เพื่อนเนิร์ดหนังที่โคตรน่ารักก็ยังคงอยู่ในความทรงจำ
แม้ว่านาฬิกาจะหายไป แต่ความสนุกและความเศร้าที่อาร์เจนติน่าก็ยังไม่หายไปไหน
แม้ว่าแมวจะหายไป แต่ความรักความผูกพันของครอบครัวก็ยังอยู่ในใจเราเสมอ 

และแม้ชื่อของพระเอกจะหายไป
พระเอกหน้าจิ้มลิ้มที่กำลังจะตายคนนี้ก็ได้เข้าไปอยู่ในใจคุณผู้ชมเรียบร้อยแล้วค่ะ 🙂

ท้ายสุด หนังคงอยากจะบอกว่า..
จะมีชีวิตยาวนานไปทำไม ถ้าไม่มีใครให้จดจำ
และมันไม่สำคัญหรอก ว่าเราจะมีชีวิตอยู่กี่ปี
ขอแค่การมีอยู่ของเรามีความหมายกับใครสักคน แค่นั้นก็พอแล้ว ; )
ชอบนะ ชอบไอเดียการเล่าเรื่อง
ชอบ topic ที่หยิบยกมาเปรียบเทียบ
ชอบอารมณ์ของหนังดังที่กล่าวไปแล้ว
แม้จะมีจุดที่รู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลก็แกล้งลืมไปได้สบายๆ  : )
 
แต่จากนิสัยไม่ดีที่เรียน life ref film ก็มีปริศนาที่ยังแก้ไม่ออกดังนี้
1. ตอนแปรงฟันแล้วที่อุดฟันหลุด แฟนบอกให้พระเอกไปหาหมอ?
เหมือนจะมีนัยยะอะไร คืออารมณ์กำลังจะตาย. ปวดฟันก็ไม่สนแล้วมั้ย
2. พระเอกชอบดูหนัง แต่จำอะไรเกี่ยวกับหนังไม่ได้เลย เหมือนไม่ใส่ใจรายละเอียด
เพื่อนถามฉากพีคก็จำไม่ได้ ไปถึงโลเคชั่นหนังที่เคยดูก็จำไม่ได้
เราว่าสองอันนี้ผกก. น่าจะจงใจใส่มา
แต่ก็ยังไขปริศนาไม่ออก. ใครนึกออกมาแชร์กัน 😉 
.
.
Reference  – สิ่งที่น่าสนใจ

PK (2014)

เสียใจมากกกกกกกก ที่ไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง

pk-aamir-khan-04
PK เป็นหนังสัญชาติอินเดียแท้. 
เล่าย่อๆคือ  เป็นเรื่องของมนุษย์ต่างดาวที่ลงมาสำรวจโลก.
ด้วยความอ่อนต่อโลก. ลงมาได้ไม่เกิน 5 นาทีก็โดนคนขโมยรีโมทที่ใช้ติดต่อยานแม่ ทำให้กลับดาวไม่ได้ 
หลังจากนั้นก็เป็นภารกิจตามหารีโมทของนาง.
พอได้ยินว่าหนังอินเดีย หลายคนอาจจะ หึ้ยยย! จะดีหรอ…
บอกเลยว่าเราก็ไม่สันทัดหนังอินเดีย ดูเพราะคำอวยล้วนๆ ค่ะ

แต่ดูจบแล้วยอมรับเลยว่า PK เป็นหนังที่โคตรดี. ไม่ดูแล้วจะเสียใจ!
มีเหตุผลง่ายๆ 5 ข้อที่ PK จะเป็นหนังในเวงใจหลายๆคนได้ไม่ยาก

1. PK เป็นหนังตลก

คือตลกหน้าตาย ตลกมิสเตอร์บีน ตลกน่ารัก ตลกเสียดสี ตลกสามช่า
นางมาหมด มาครบ.

2. PK เป็นหนังรัก

หนังพูดถึงความรักของหนุ่มสาว รักของพ่อลูก
รักระหว่างพระเจ้ากับคน รักระหว่างเพื่อนร่วมโลก หรือแม้แต่เพื่อนต่างโลก.
หนังสื่อออกมาได้หมดจด. ซาบซึ้งจนอดยิ้มไม่ได้

3. PK เป็นหนัง Sci-fi

มียานอวกาศมีเอเลี่ยน ที่ดูไปแล้วถ้าจะมีเอเลี่ยนแบบ PK อยู่ในจักรวาลนี้จริงก็จะไม่น่าแปลกใจนัก     หนังทำออกมาได้น่าเชื่อ CG ก็ดีงามตา

4. PK เป็นหนังปรัชญา

หนังหยิบเอาเรื่องที่ยากในการถกเถียง อย่างเรื่องศาสนา มานำเสนอให้คิดตามได้ง่าย สนุก
เป็นเวลา 2ชั่วโมงกว่าๆ ที่ไม่น่าเบื่อเลยยยยย

5. PK เป็นหนังที่รวมข้อ 1-4 เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว

ถ้าเป็นอาหารก็เรียกได้ว่ารสกลมกล่อม บันเทิงมาก.
นางเอกสวยคม พระเอกล่ำ โลเคชั่นงามตา. ควรค่าแก่การไปหามาดูมากจริงๆค่ะ
#สาบานตนเป็นติ่ง


ประเดิมปี 2016 ด้วยหนังรัก Nostalgia เรื่อง Snap  : )

 

หน้าหนังว่าด้วยเรื่องในอดีตสมัยมัธยมของบอย กับผึ้ง ที่ยังค้างคา.
แต่ก็ได้มีโอกาสรื้อฟื้นเมื่อมีเหตุการณ์งานแต่งเพื่อน
โดยที่ผึ้งต้องไปเป็นเพื่อนเจ้าสาว ส่วนบอยเป็นตากล้องถ่าย Pre-wedding.
ทั้งสองคนเลยได้มาป๊ะกันที่บ้านเก่าจันทบุรี และรื้อฟื้นอดีตอีกครั้ง

.

 

>>>>>>  SPOIL ALERT  <<<<<<

 

Snap ดำเนินเรื่องโดยนำเสนอ 2 ประเด็นหลัก

ประเด็นแรกคือเรื่อง

ความทรงจำ รูปถ่าย การถูกจำและการถูกลืม

ซึ่งเอาจริงๆประเด็นนี้เราค่อนข้างไม่พีคกับเรื่องนี้.
คงเพราะ 36 ของนวพลเอาไปแดกเกือบหมดแล้ว 5555  #ติ่งสไตล์

จุดที่ชอบที่สุดในเรื่องคือ ปลาตุ๊กแก.

ในจังหวะที่ทั้งผึ้งและบอยถามหาปลาตัวนี้ เราไม่รู้หรอกว่ามันหน้าตายังไง
ภาพปลาในความทรงจำของสองคนไม่เหมือนกันด้วยซ้ำ.

aHR0cDovL3AzLmlzYW5vb2suY29tL212LzAvdWkvMTEvNTY4Nzcvc3RpbGxfc25hcDIyXzE0NTEyOTY3MzkuanBn

แล้วมันก็มาพีคตรงปลาตัวนั้นที่เลี้ยงในบ่อปลาที่ รร. (ควรเป็นปลาน้ำจืด)
อยู่ๆก็กลายมาเป็นปลา sweetlips ซึ่งเป็นปลาน้ำเค็มป่ะะะะ . #ย้อนแยงเกิ๊นนน

บางทีความทรงจำที่ผ่านกาลเวลามานานแม่งก็โคตรบิดเบี้ยวเลย

ชอบที่เลือกใช้ปลาที่ชื่อ sweetlips 
มันทำให้ตอนซีนที่สองคนจะจูบกันแล้วแพนไปที่ปลา รู้เลยว่าจูบกันชัวร์.
จริงๆตอนท้ายไม่ต้องเฉลยก็ได้ มันน่าจะพีคกว่า >,<

ชอบที่เลือกปลาพันธุ์นี้มา ปลาที่ลวดลายจะเปลี่ยนไปตามอายุ.
มันก็เหมือนความทรงจำของคนเราแหละที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา :)))

ประเด็นที่สองที่หนังเล่ามาคลอๆกันคือเรื่อง

บทบาท และการเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทย

การเมืองถูกใช้เป็น background ของหนังแทบทั้งเรื่อง.

ส่วนตัวชอบประเด็นนี้นะ..รู้สึกว่า touch
แต่ติดนิดนึงคือหนังมันค่อนข้างที่จะเลือกข้างในตัวเองหน่อยๆ.
ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ. มันก็เป็นมุมมองของผู้กำกับหรือคนเขียนบท
แต่มันก็อาจจะถูกมองว่ายัดเยียดได้.

Snap เล่าเรื่องราวตั้งแต่ยุคสมัย Coup กันยา 49.
ยาวมาจนถึงยุคปัจจุบันคือ คสช. ยึดอำนาจเมื่อ พฤษภา 57

ที่ชอบคือตัวละครมันอายุเท่าเราพอดี ตอน Coup 49 เราอยู่ ม.6 เหมือนกัน 🙂

หนังให้ตัวละครแต่ละตัวแทนบทบาททางการเมือง

12079570_160938774252054_3879577311236863913_n

ผึ้งเปรียบเสมือนเราๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้ง 2 ครั้ง
เหตุการณ์ที่เราเลือกไม่ได้ว่าจะให้เกิด หรือไม่ให้เกิด.

เราต่างได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้นไม่มากก็น้อย.
เหมือนผึ้งที่ต้องย้าย รร. ตามพ่อที่เป็นนายทหารตอนมีปฏิวัติ
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราก็ชินและปรับตัวกับการปกครองรูปแบบใหม่ได้ไม่ยาก.

หนังล้อการเมืองด้วยตัวของผึ้ง
“ผ่านมาตั้ง 8 ปีแล้ว ยังไปไม่ถึงไหนเลย”
ประโยคนี้สื่อได้ทั้งความรู้สึกผึ้ง และวิวัฒนาการการเมืองไทย :’/

——————————————————————————————————–

พี่แมน แฟนของผึ้ง ถูกสร้างขึ้นมาเป็นตัวแทนฝ่ายทหาร เป็นผู้ชายที่สุภาพ ฉลาด พึ่งพาได้

แม้จะมีบางอย่างที่ไม่คลิกกับเราบ้าง. แต่ก็เป็นคนดีพอที่จะฝากอนาคตได้
ผึ้งตัดสินใจเลือกพี่แมนเพราะพี่แมนให้คำสัญญาบางอย่างกับผึ้ง..

พี่แมนจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นาน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป พี่แมนกลับจำคำสัญญานั้นไม่ได้

. . . . .

ใช่สิ. อะไรๆมันก็ไม่เหมือนเดิม
ยิ่งจะแต่งงานยิ่งไปกันใหญ่
พี่แมนที่ผึ้งเลือกไม่เคยฟังความคิดเห็นของผึ้ง

แม้แต่การเลือกรูปแต่งงาน. พี่แมนก็เลือกรูปที่ ‘ภาพรวม’ สวยที่สุด
โดยที่ไม่ได้สนใจว่าผึ้งคิดยังไง. เสียงของผึ้งมันไม่มีความหมายอะไรเลย

บางทีพี่แมนคงลืมไปว่า ‘สวยของเรามันไม่เท่ากัน’

————————————————————————————————-

12316525_187902424889022_7626875617244112359_n

ถ้าผึ้งเป็นตัวแทนของคนที่พยายามปรับตัวกับการปกครองโดยทหาร
บอย อดีตกุ๊กกิ๊กของผึ้ง ก็น่าจะเป็นตัวแทนของคนที่ไม่ยอมรับและฝังใจกับการปฏิวัติ.

Coup 49. ถูกแทนด้วยอุบัติเหตุรถชนของพ่อ
ที่เป็นต้นเหตุให้พ่อเจ็บออดๆแอดๆมาเป็นเวลา 8 ปี และตายลงหลังการยึดอำนาจปี 57 ในที่สุด.

เหตุการณ์นี้แทนความหวังทางการเมืองของคนกลุ่มนึงที่ถูกสั่นคลอนด้วย Coup 49
และฆ่าให้ตายด้วยการยึดอำอาจ 57.  #rip

 

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ชอบที่หนังใช้ชื่อ บอย(Boy) กับ แมน(Man)

Boy – เด็กผู้ชาย แทนรักวัยเด็กของผึ้ง
คนที่ล่องลอย ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
แทนไปถึงมุมการเมือง ในเรื่องประชาธิปไตย ที่ไทยเรายังเด็กนัก 🙂

Man – คุณผู้ชาย รักตอนโตของผึ้ง
คนที่มีอำนาจ สุภาพบุรุษเสื้อเขียว ที่เราพร้อมจะฝากชีวิต
และอาจจะรวมไปถึงวิถีแก้ปัญหาการเมืองที่เราใช้กันมาอย่างเชี่ยวชาญนั่นคือรัฐประหาร

ซึ่งในประวัติศาสร์ไทยตั้งแต่ปี 2475 เรามีรัฐประหารไปแล้ว 13 ครั้ง 🙂

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

 

ในบทสรุปของเรื่องแน่นอนว่า คนที่มีแนวคิดต่างกันทั้งเรื่องการถ่ายรูป ทั้งเรื่อง political view อย่าง.. บอย กับ ผึ้ง  คงลงเอยกันไม่ได้.

และสุดท้ายผึ้งก็ไม่กล้าพอที่จะทำตามความเชื่อของตัวเอง
… ปล่อยให้ชีวิตไหลไปกับความเคยชิน.
เลือกแต่งงานกับพี่แมน. เลือกความรู้สึก safe แม้มันจะไม่คลิก.

ตอนเกือบจบ ฉากงานแต่ผึ้งนี่คือโคตรพีค

เจ็บแปลบขึ้นมาทันที….เหมือนโดนด่า เหมือนโดนตอกหน้าด้วยตะปู 3นิ้ว   T.T

เราต้องแกล้งทำเป็นว่าโอเค.
เราต้องเก็บความรู้สึกจริงๆไว้ในใจ.  เราพูดมันออกมาไม่ได้ 😦

ผึ้งสอนให้เรารู้ว่า..ไม่มีประโยชน์ที่จะร้องไห้ให้กับสิ่งที่เราเลือกเอง.

เศร้าสัส
เพลงขึ้น…จบ.

 

 

>>>>>>  จบ  SPOIL  <<<<<<

จริงๆเราชอบหนังที่จังหวะเนิบๆทิ้งๆ กล้องแช่ๆ แบบเรื่องนี้มากกกกก.
แต่เราว่า Snap ยังไปไม่สุดในเรื่องของอารมณ์นักแสดง
ทั้งๆที่หลายคนบอกว่าน้องอิงค์ นางเอกเล่นดี แต่เราว่ามันได้อีกอ่ะ
ตัวละครที่เราว่าเล่นดีสุดคือปู เพื่อนนางเอก. ชอบบบบ 555

 

อีกจุดที่ติดใจคือเรื่องบทบางตอนที่ขาดความสมจริง
เหมือนบางซีนมันประดิษฐ์นิดนึง กำลังจะอินละ เอ้าาา!!โดนเบรค.

 

แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่โอเค. ภาพสวย โลเคชั่นดี
มีประเด็นให้คิดอะไรต่อได้พอสมควรเลย :))
ถ้ามีโอกาสก็ไปหามาดูกันเนอะ. สนับสนุนหนังไทย :)))

 

 

Credit รูปจาก Facebook – SNAP

 

 

สิ่งที่น่าสนใจ 

Snap: ความทรงจำไม่ใช่ความจริง ||  ROUNDFINGER

ติดหล่มความทรงจำเก่าๆ || countertransferencethefilm

ความรัก การเมือง และ 8 ปีที่เราไม่เคยก้าวหน้าไปไหน || เซียวเล้ง 


lb3

The Lobster เป็นหนังรัก Drama สัญชาติกรีก ที่บทพูดเป็นภาษาอังกฤษผสมฝรั่งเศส
เปิด Trailer มาแบบหนังนอกกระแส ตอกย้ำความอินดี้ด้วยรางวัล Jury Prize จากคานส์

ตอนแรกเข้าไปดูแบบไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะคิดว่าหนังคานส์ต้องอารมณ์เอื่อยๆ เนือยๆ
แต่แค่ 15 นาทีแรกก็คิดใหม่เลย เพราะหนังไม่น่าเบื่อเลยยยยยยย
มีทิ้งปริศนาให้อยากรู้ตอนต่อไป แถมยังตลกจิกกัดและมีสัญญลักษณ์ให้คิดได้ตลอดทั้งเรื่อง
เป็น 118 นาทีที่อิ่มเอมมากค่ะท่านผู้ชม  (^.’)b

The Lobster เล่าเรื่องของคุณ David ที่อาศัยอยู่ในเมืองสุดโต่ง กฎของเมืองมีอยู่ว่า

คุณต้องมีคู่.

และเมื่อ David ต้องตกอยู่ในภาวะไร้คู่ หลังเลิกกับเมียที่คบมา 11 ปี
แกจึงต้องเข้ามาทำ Mission ที่ The Hotel

Mission มีอยู่ว่า…ทุกคนที่มาที่นี่มีเวลา 45 วันในการหาคู่ หากพ้น 45 วันแล้วยังเป็นโสด
จะต้องกลายเป็นสัตว์ที่ตัวเองเลือกไปตลอดชีวิต… ซึ่ง David เลือกเป็น Lobster : )

แค่ Plot ก็บอกเลยว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา.. ใครสนใจ >>กด<< ไปดู Trailer ก่อนได้

 

ต่อไปจะเป็นประเด็นที่เราดูแล้วเราชอบมากจากหนัง ซึ่งแน่นอนว่า Spoil หมดเกือบทุก scene
ถ้าไม่อยากเสียอรรถก็ไปดูกันซะก่อนแล้วค่อยมาอ่านนะคะ 🙂

—————————————— SPOIL ALERT ———————————–

 

Lobster สร้างโลก Surreal ขึ้นมาหนึ่งใบ เป็นโลกที่ไม่มีคำว่าตรงกลาง เป็นโลกที่คนจะต้องเลือกว่าจะอยู่ข้างไหน

หนังสื่อประเด็นเรื่องโลกสองฝั่งนี้ให้เราตั้งแต่ต้นผ่านการเลือกรองเท้าของพระเอก
แม้ว่าเท้า David จะฟิตกับรองเท้าเบอร์ 44.5 แต่คุณมีสิทธิ์เลือกแค่เบอร์ 44 หรือ 45
แม้แต่เรื่องเพศ Bisexual ก็ไม่มีอยู่ใน Option คุณต้องเลือกว่าจะมีคู่เป็นหญิงหรือชาย เท่านั้น

และเช่นกัน บนโลกของ ผกก. Yorgos Lathimos
คุณต้องเลือกว่าจะอยู่ฝั่ง มีคู่อย่างวุ่นวาย หรือตายอย่างโดดเดียว…

lb4

โลกฝั่ง Couple ป็นฝั่งที่เราคุ้นเคยกันดี ฝั่งนี้มีความเชื่อว่า
ทุกคนต้องมีคู่ ทุกคนต้องมีความรักและแต่งงาน

ใครที่ไม่มีคู่จะถูกตราหน้าว่าอ่อนด๋อย ด้อยค่า ถ้าเกิน 45 วันแล้วยังด๋อยอยู่
ก็ต้องโดนลงโทษให้กลายเป็นสัตว์ไปตลอดชีวิต

โลกฝั่งนี้คล้ายกับโลกที่เราอยู่..ใครเป็นโสดคงเข้าใจดี

“เมื่อไหร่จะมีแฟน?” “เมื่อไหร่จะแต่งงาน?” “คนอื่นเค้าลูกสองแล้ว”
เป็นประโยคที่สาววัย 20 ปลายขึ้นไปมักพบเจอได้บ่อยตามงานเลี้ยงรุ่นหรืองานรวมญาติ

ใครที่โสดมาหลายๆ ปี จนเลยกฎ 45 วัน ก็ต้องถูกตราหน้าว่า “ไม่มีใครเอา”
โดนตัดสินว่าด้อยค่า ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว คุณค่าของคนหนึ่งคนอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการการมีคู่
การมีทะเบียนสมรส หรือมีงานแต่งงานใหญ่โต

และเมื่อ David เข้าไปอยู่ในโลกฝั่งนี้ ทุกอย่างจะมีกฎเกณฑ์
ทุกคนต้องใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน ต้องเข้าคอร์สล้างสมองว่าการมีคู่นั้นช่างดีแสนดี
ผู้ชายก็มีหญิงสาวคอยดูแล หญิงสาวก็มีชายหนุ่มปกป้อง

เสื้อผ้าเป็นตัวแทนของรูปลักษณ์ เราต้องแต่งตัวดี มีหน้าที่การงานที่ดี
มีการศึกษาที่ดี เพื่อให้ได้คู่ครองที่เหมาะสมกัน
ส่วนคอร์สล้างสมองก็คือค่านิยมการแต่งงานที่ผ่านๆ มาของโลก
เราต่างถูกสอนมาตลอดว่าต้องแต่งงานเพื่อปกป้องดูแลกันและกัน

หนังยังใส่ตลกร้าย ในกรณีที่คู่รักทะเลาะกัน Hotel จะส่งลูกไปให้เป็นโซ่ทองคล้องใจ
ไม่น่าเชื่อว่าค่านิยมทั่วโลก จะคล้ายๆ กันในเรื่องมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องความสัมพันธ์
ผกก. แกร้ายจริงงงง

อีกความจริงที่ ผกก.แกใส่มาให้…ความรักเป็นเรื่องแปลก
คนที่ดีเราก็ไม่รัก คนที่จะรักก็ดันไม่ใช่คนดี
อย่างคุณนายบิสกิต แกก็มีเยื่อใยกับพระเอกมาก รักหมาพี่ชาย แบ่งขนมไปให้ ถามไถ่เอาใจใส่
อีตาพระเอกก็ไม่ไยดี กลับไปชอบเจ้โหดไร้หัวใจ หึหึ..ละเป็นไงล่ะ !

lb2

ตัดภาพมาโลกอีกฝั่งหนึ่ง คือ โลกของ Loner
ที่รวมเอาคนโสดนอกรีตมาใช้ชีวิตดิบๆ นอนกลางดินกินกลางป่า

เปรียบได้กับชีวิตคนโสด มันไม่ง่าย ไม่สบาย มีอะไรก็พึ่งตัวเองเป็นหลัก
แม้แต่หลุมศพยังต้องขุดให้ตัวเองเลยค่ะท่านผู้ชม

โลกนี้ก็สุดติ่งกระดิ่งแมว คือใครที่คิดจะอยู่ในหมู่ Loner แล้วละก็
ห้ามคิดจะมีความรักเป็นอันขาด !! ใครฝ่าฝืนก็มีเลือดตกยางออก

หลังจากพระเอกใช้ชีวิตกับเจ๊โหดแล้วพบว่าชีวิตเตียงคู่มันไม่ได้ราบรื่นเหมือนนิยาย Disney
แถมเจ้โหดยังมาฆ่าพี่ชายที่เป็นหมา พระเอกหมดความอดทน..
แกเลยจัดการเมียโหดและหนีออกจากโรงแรมมาอยู่กับแกงค์ Loner

และ ณ ที่นี่เองที่พระเอกได้พบนางเอก หญิงสาวตาสวย และเกิดชอบนางขึ้นมา

ความรักนี่ก็แปลก ทีอยากมีมันไม่มา เวลามีไม่ได้นี่วิ่งเข้ามาจัง เนอะะะ!

ในโลก Lobster ผู้คนรักกันด้วยความเหมือน ขากะเผลกเหมือนกัน , ใจโหดเหมือนกัน ,
เล่นสกีเหมือนกัน , เล่นดนตรีเหมือนกัน , สายตาสั้นเหมือนกัน ฯลฯ
บางคนกลัวการไม่มีคู่ หาความเหมือนกับใครก็ไม่ได้
แต่ก็ยอมเปลี่ยนตัวเอง เพียงเพื่อให้หลุดจากความกดดันของสังคม

อย่างนายขากะเผลก ต้องแกล้งทำให้เลือดกำเดาไหลเหมือนสาวที่เล็ง
เพื่อที่จะได้รอดจากชีวิตโสด

ในโลกความเป็นจริงก็ยังมีคนแบบนั้น คนที่คิดว่าคนเรารักกันได้เพราะความเหมือน 

ต้องไลฟ์สไตล์เหมือนกัน  ชอบดูหนังแนวเดียวกัน  ชอบกินอะไรคล้ายๆ กัน 
เมื่อครั้งจีบกันใหม่ๆ ก็พยายามทำอะไรเหมือนกัน จะได้ประทับใจฝ่ายที่เราไปชอบ

แต่การเสแสร้งนั้นไม่จีรัง เหมือนที่เจ้โหดกล่าวไว้ ความรักไม่อาจอยู่ได้โดยการโกหก”
เมื่อวันนึงความแตก แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับความรัก?

อันที่จริงเราว่าความเหมือนเป็นสิ่งดีที่ทำให้คนสองคนทำความรู้จักกันได้โดยง่าย
ทำให้มีเรื่องพูดคุยกันเมื่อแรกจีบ ..แต่ความรักไม่ได้มั่นคงอยู่กับความเหมือนเสมอไป
การยอมรับในความต่าง และปรับตัวเข้าหากันต่างหากที่ทำให้รักยืนยาว

คือช่วงหลังจากที่พระเอกเริ่มชอบนางเอกนี้เป็นช่วงที่ดีมาก
มันทำให้เห็นว่า ความรักธรรมชาติมักจะเริ่มแบบไหน

มันเริ่มที่คนสองคนมี Activity ร่วมกัน ช่วยเหลือกัน เกิดเป็นความประทับใจ
และแน่นอนว่าการมีอะไรที่คล้ายๆ กัน มันทำให้ conversation เริ่มต้นมันง่าย
อย่างคู่พระนางแกก็สายตาสั้นเหมือนกัน นางเอกถามพระเอกว่าแว่นอันแรกทำจากอะไร
เงี้ยย.. น่ารักกก : )

ความสัมพันธ์พัฒนาไปถึงจุดที่สองคนมีภาษาเป็นของตัวเอง
เรารู้กันอยู่สองคนมุ๊งมิ๊ง..ไอเราก็ดูไปขำไป
แต่จริงๆ จุดนี้คือสิ่งสำคัญของความสัมพันธ์เลยนะ

นั่นก็คือ…คู่รักที่ดีต้องพูดภาษาเดียวกัน
ไม่ใช่ว่าต้องพูดมุ๊งมิ้ง หรือคิดท่าทางแปลกๆ
แต่ในที่นี้คือการเปรียบเปรยว่า เราต้องสื่อสารกันเข้าใจ 

ใครไม่เข้าใจเราก็ช่างแต่เราต้องเข้าใจกัน
เพราะความเข้าใจเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ที่ดี : )

 

Scene คู่ ที่จำได้แม่นอีกอัน คือตอนที่พระเอกนางเอกมี Mission เข้าเมืองด้วยกัน
แล้วต้องรีบเดินกลับเข้าไปสมทบกับกลุ่ม

พระเอกถามว่าตัวเองเดินช้าไปไหม นางเอกตอบว่า “Your pace is OK”
จริงๆ มันเป็น scene ที่บอกสัญญานว่า เอาแหล่ววว จีบกันแล้ววว ได้กันชัวร์

หนังเปรียบชีวิตคู่เหมือนการเดินเคียงข้างกัน
คู่ที่ดีต้องเดินไปพร้อมๆ กัน ไม้ช้าไป ไม่เร็วไป
และการที่จะเดินไปพร้อมๆ กันได้ เราจำเป็นต้องสังเกตกันและกัน
และถ้าไม่แน่ใจ..ให้ถาม

บางคู่เดินกันไปต่างคนต่างเดิน..ไม่ถามกัน คนนึงช้า คนนึงเร็ว
สุดท้ายไม่เข้าใจกัน และต้องแยกทางกันเดินในที่สุด
อันนี้ก็โทษใครไม่ได้นะคะ…คู่ใครก็เช็ค Pace กันเองเนอะ 🙂

 

“We need to synchronize” อีก Scene น่ารัก
ตอนที่สองคนพยายาม Sync เพลงในเครื่องเล่น 2 เครื่องให้เล่นพร้อมกัน
การใช้ชีวิตคู่เหมือนการฟังเพลงเดียวกันจากเครื่องเล่นสองเครื่อง
มันต้องมีเวลาที่เราฟังเพลงของตัวเอง ทำกิจกรรมของเราเอง ทำสิ่งที่เราชอบ
และต้องมีเวลาที่เราฟังเพลงด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน ทำกิจกรรมเข้าจังหวะ (เต้นน่ะ!)
ถ้าไม่อยากยุ่งยากในการเปลี่ยนหูฟัง เราก็ต้องมา Sync จังหวะร่วมกันให้ลงตัว
เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร แต่นับ 5 4 3 2 1 แล้วก็ Play 🙂

 

รักแท้ย่อมมีอุปสรรค หลังจากที่ความรักงอกงามโตไว อุปสรรคก็เข้ามาทดสอบทันที
ความรักของสองพระนางดันไปเข้าหูหัวหน้าแกงค์ Loner เจ้ Lea จอมโหด
เจ้แกก็ไม่รอช้ารีบทำลายความรักของสองคน โดยการทำให้นางเอกตาบอด….

Scene ที่ดี อีก scene นึงก็คือตอนที่นางเอกบอกความจริงกับพระเอก..
“ไม่มีประโยชน์ที่จะปิดบัง ถึงวันนึงคุณก็ต้องรู้ความจริงอยู่ดี”

ความซื่อสัตย์และจริงใจทำให้ความสัมพันธ์ยืนยาว
ถ้าวันนั้นนางเอกเลือกที่จะโกหก แกล้งทำเป็นมองเห็น ความรักก็อาจจบลงตรงนั้น

และพระเอกก็เป็นคนใจกว้างพอที่จะไม่เอาข้อเสียเดียวมาทำลายความสัมพันธ์ในทันที
คุณชายพยายามหาความเหมือนอื่น ไม่ว่าจะเป็นกรุ๊ปเลือด ผลไม้ที่ชอบ
ถึงไม่สำเร็จแต่ก็ยังไม่ล้มเลิก
ถึงแม้จะยังหาอะไรที่เหมือนกันไม่เจอ แต่ทั้งสองคนก็ตัดสินใจให้รักนำทางไปอยู่ด้วยกันในเมือง

lb1

บทสรุปสุดท้าย ชอบมากที่หนังทิ้งไว้ให้คนดูได้มโนต่อนิดนึง ระหว่าง…

พระเอกจะเลือกตาบอดเพราะความรัก (ยอมผกก. ใช้สัญลักษณ์โคตรเจ๋งเลย)

หรือ พระเอกจะทำใจทำร้ายตัวเองไม่ได้แล้วทิ้งนางเอกไป

หรือ พระเอกจะคิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ต้องเหมือนกันก็รักกันได้
และครองคู่กับนางเอกอย่างมีความสุข.

ชอบตรงที่หนังไม่ด่วนสรุป และทิ้งประเด็นให้เราได้ถกกันพอสวยงามตามท้องเรื่อง

 

อันที่จริงแล้ว The Lobster ไม่ใช่หนังสำหรับคนโสด และไม่ใช่หนังสำหรับคนมีคู่

มันคือหนังที่ให้ข้อคิดเรื่องชีวิตคู่และชีวิตโสดสำหรับทุกคนบนโลก.

 

 

 

Reference – สิ่งที่น่าสนใจ

Credit Photo : The Guardian , http://collider.com/

20 ข้อที่ได้จาก The Lobster ทั้งจุก ทั้งจิต ทั้งจริง – เจ้าหญิงแก้มป๊องป่อง 

The Lobster/โสด เหงา เป็นลอบสเตอร์ – Expensivemovie 

เขียนถึง The Lobster เท่าที่นึกได้ครับ – นายแอปเปิ้ล (อันนี้มุมไม่ซ้ำ ชอบบ)

รีวิวหนังเรื่อง Lobster รักแท้ไม่มีจริงหรอก – Movies Stalker 

Wikpedis -The Lobster

IMDb – The Lobster (2015)

 


The New Rijksmuseum


ใครว่าสารคดีน่าเบื่อ. เรื่องนี้ก็เป็นอีกบทพิสูจน์ว่าสารคดีก็สนุกได้.
หนังถูกถ่ายทำจากเหตุการณ์จริงกว่า 10 ปีของการบูรณะพิพิธภัณฑ์ Rijks ในเมือง Amsterdam


เหตการณ์บางอย่างก็เหมือนภูเขาน้ำแข็ง เราเห็นเฉพาะส่วนที่มันโผล่พ้นน้ำ. เหมือนที่เราเห็น Progress การบูรณะ Rijsk ผ่านพาดหัว นสพ. เห็นความยิ่งใหญ่อลังการในงานเปิดตัว New Rijks :))


สารคดีเรื่องนี้เหมือนเอาส่วนของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำมาแผ่ให้เราเห็น process ของการทำงาน. ที่เกี่ยวโยงกับทั้งวงการศิลปะ  ความศรัทธา  การเมือง สหภาพจักรยานแห่งอัมสเตอร์ดัม ประชาธิปไตย รวมถึงคนทำงานตัวเล็กตัวน้อย ตัวใหญ่ที่มีบทบาทในการบูรณะครั้งนี้.


มันไม่ง่ายเลยที่จะทำให้การบูรณะสำเร็จภายในระยะเวลาที่วางไว้ กับอุปสรรคร้อยแปด
และมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะเอาเรื่องจริงวงในมาเผยแพร่. แบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น (ดราม่ายังกะ The Face version Art) แต่คนอัมสเตอร์ดัมพิสูจน์แล้วว่าเค้าทำได้ 555
ชื่นชม ผกก. ช่างภาพ ทีมตัดต่อ ที่วางเรื่องมาได้ไม่น่าเบื่อ มุมกล้องดี


เพลง เสียงพากย์ เหมาะกับฉากแล้วก็ส่งอารมณ์มาก. แม้จะเป็นหนังสารคดีก็ยังอินตาม :))
แล้วเจอกันนะ Rijks ;))

ที่ที่มีอดีตมันน่าโหยหาแบบนี้นี่เอง

Credit

Photo : Facebook – The new Rijksmuseum movie 


นับว่าเป็นปรากฏการณ์ของหนังไทย ที่มีคนชอบมากพอๆกับมีคนด่าเอาเป็นเอาตาย
มีคนเชียร์ให้ได้ 100ล้าน พอๆกับมีคนบ่นให้ออกโรงไวๆ

แต่ที่ชอบที่สุดจากหนังเรื่องนี้คือ มีคนเอา content ในหนังมาคิด วิเคราะห์ แยกแยะ
และมองในมุมหลายๆ มุม เปรียบเทียบกับหลายๆ เรื่อง ทำให้เห็นหลายๆ แง่มุม ตัวอย่างเช่น

เมื่อการงานเป็นศูนย์กลางของชีวิต | เลนส์ที่แปด  (อันนี้อ่านละชอบนะ ตรงใจ)
โลกจริงของทุนนิยม | midnight OWL  
Post-capitalism | มิตรสหายท่านหนึ่ง
Sleep & Reification | อรรถสิทธิ์ สิทธิดำรง Looser | ณัฐวุฒิ นิมิตชัยโกศล 
อุดมการณ์ในสังคมแสนอุดมคติ | ธนพัฒน์ วงษ์วิสิทธิ์
Priority |125 66
Thing itself | คนมองหนัง
Freelance กับความเป็นพระ | วิจักขณ์ พานิช
ร่างกายที่ป่วยไข้ กับหัวใจที่ป่วยรัก | แหม่มแอนนา
แง่มุมของ Freelance ตัวจริง 

ไม่รู้ว่าผกก.รู้สึกหรือเปล่า แต่เราว่าหนังเรื่องนี้มีอารมณ์ของความ conflict อยู่หลายๆ จุด จึงหยิบเอามา Blog เตือนใจไว้ดังหัวข้อที่จะกล่าวต่อไปนี้ (***SPOIL ALERT ****)

1. พระเอกเป็นนัก retouch และงาน retouch ของเค้าก็เป็นการ retouch ร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ลบรอยตีนกา ลบสิว อัพนม บลาบลา
แต่เมื่อร่างกายของเค้าเองต้องการ retouch บ้าง เค้ากลับไม่มีความสามารถที่จะ retouch มันได้ด้วยตัวเอง
มนุษย์เราก็แบบนี้ เก่งแต่กับเรื่องของคนอื่น พอถึงเรื่องตัวเองอะไรก็ยากไปหมด จริงๆ นะ >,<

2. เจ๋มีแฟน ช่! คนที่สร้างบุคคลิกมาแบบบ้างานไม่แพ้ยุ่น คำพูดคำจาก็น่าตีปาก แต่นางก็มีแฟน (เรื่องคุ้นๆ) และคนที่แต่งตัวแนวๆ ใส่คอนเวิร์ส กระเป๋าใหญ่เท่าบ้าน พูดจาหน้าตายๆ ถ้าให้จินตนาการว่านางจะมีแฟน แฟนนางควรเป็นนักร้องหรือนักดนตรี อารมณ์บู้เสลอ ไม่ก็สถาปนิก แต่งตัวเซอร์ๆแนวๆ หน้าตาแบบอนันดามีไฝใต้ตาไรงี้
แต่หนังแม่งเฉลยได้โหดร้ายกับคนดูมากค่ะ..แฟนนางเป็นทหาร หน้าอย่างเข้ม แถมนิสัยมุ้งมิ้ง พรีเวดดิ้งฟรุ๊งฟริ๊ง พัง!
ชีวิตจริงบางทีก็ยังงี้ เหมือนที่เจ๋ว่า บางทีก็อยากเลือก แต่แม่งไม่มีเวลา 555

3. ยุ่นผู้ที่ไม่อินกับความเอนเตอร์เทนใดใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง เดินสยาม
ดังที่ตอนหมออิมสัมถาษณ์จะเห็นว่า ยุ่นคิดว่างานคือความเอนเตอร์เทนเดียวของนาง
แต่ค่ะแต่.. อีคนที่ไม่ดูหนัง ฟังเพลง แต่ใส่เสื้อ Nirvana , Sonic youth, Dojo city, ลุงบุญมี
ยังไม่หมดเท่านั้น อีคนที่ไม่ชอบฟังเพลงนี่แหละ ตอนตายเสื-อกอยากให้ TK มาร้องเพลงผ้าเช็ดหน้าในงาน ย้อนแยงจริงๆ
อันที่จริงแล้วเราคิดว่า ยุ่นน่าจะมีความสุนทรีย์ในตัวอยู่ไม่มากก็น้อย แต่โดนงานมา distract เรื่องพวกนี้ไปหมด
ชีวิตเราก็งี้ ถ้าไม่ตาย บางทีก็ไม่รู้หรอกว่าพลาดอะไรไปบ้าง

4. จำตอนไปเที่ยวทะเลได้มะ ที่ยุ่นไปเช่าห่วงยาง
คนที่เจอกับลูกค้ามากเรื่องมาตลอดชีวิตอย่างยุ่น เจอลูกค้าจะเอางานที่ดูแพงแต่จ่ายนิดเดียว จะเอางานดีแต่ไม่มีเวลาให้ น่าเบื่อออ
แต่ตอนที่ยุ่นได้มีโอกาสเป็นลูกค้าเองบ้าง แค่ห่วงยางสีอะไร เอ็งยังจะเรื่องมาก มีให้เลือกสองสี เอ็งยังไม่พอใจ น่าเบื่ออออ
ก็แล้วจะเลือกอะไรมากมาย ห่วงยางสีไหนมันก็ลอยได้เหมือนกันมั้ย อย่างที่น้องเค้าว่า
มนุษย์ก็แบบนี้ ความต้องการของเราใหญ่เท่าภูเขาเลากาเสมอ

5. หมออิมกินไส้กรอกโง่ แล้วก็นึกได้ว่าไม่ควรกิน มันไม่ดีต่อสุขภาพ
พระเอกก็แบบ คิดดิคิด คิดคำสวยๆ สัมผัสนอก สัมผัสใน เอาแบบให้เค้าประทับใจ..หล่อแล้วอ่ะ
แต่คำพูดหล่อๆ ก็ไม่ได้ดึงให้หมอกลับมากินใส้กรอกที่เหลือ ดังจะเห็นว่าสุดท้าย หมออิมนางก็โยนถุงนั้นทิ้งไป
บางคำพูดก็แบบนี้ หล่อไปแล้วไงอ่ะ หล่อเท่ห์ แต่ก็กินไม่ได้ (;

เท่าที่สังเกตก็ประมาณนี้ แต่เราว่าหนังเรื่องนี้ดูได้หลายรอบนะ มันมีเล็กน้อยให้เก็บเยอะดี (:

Gimmick เล็กๆ จาก Freelance & นวพล
1. อิม : ดาวิกา ไม่ใช่ อิม คนแรกของนวพล อิม เคยปรากฎเป็นชื่อนางเอกของนวพลมาแล้วในหนังสั้นชุดโตไปไม่โกง เรื่อง Sorry
แสดงโดยน้องเต้ยจริน เป็นเด็กฝึกงานบริษัท production แห่งหนึง นัลล๊าคคค
2. ชนนิกานต์ : ชนนิกานต์ ที่เป็นชื่อจริงของหมออิม ก็เคยปรากฎชื่อในหนังสั้นเรื่อง Patcha is sexy เป็นชื่อเพื่อนของพัดชา
และชนนิกานต์ เนตรจุ้ย ก็เป็นชื่อจริงๆ ของน้องเมโกะ ที่แสดงเป็น ซูริ ในแมรี่ และแสดงเป็นน้องนางนพมาศอาฆาตแค้นในเรื่อง มั่นใจคนไทยล้านคนเกลียดเมธาวี ซึ่งกำกับโดยนวพลนั่นเอง
3. Poster : ในห้องนอนยุ่นมี Poster อันตรงกลางเป็น Poster ของหนังสือ สะกดรอยหนัง จูนจูน x เมโกะ ซึ่งเป็นนักแสดงวัยรุ่นสองคนที่ดังมาจาก MARRY IS HAPPY. MARRY IS HAPPY ซึ่งกำกับโดยนวพลเช่นกัน

4. ไก่ : ไก่ เซเว่น เคยแสดงหนังของนวพลมาแล้วในเรื่อง 36. แกเล่นเป็นไก่ ซ่อมคอม. และชื่อจริงๆของแกก็คือ ไก่ ณฐพล บุญประกอบ นั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นไก่ก็ยังเป็นกล้อง2 ให้หนัง freelance, กำกับ MV vacation time และมีผลงานกำกับหนังสั้นของตัวเองอีกด้วย

สิ่งที่ชอบใน Freelance
1. นักแสดง แสดงดีอ่ะ งดงาม ชอบที่เลือกนักแสดงมืออาชีพมาแสดง เค้ามืออาชีพกันจริงๆ สีหน้าแววตา ท่าทาง
         ดาวิกา — ขจัดมาดสวย เริ่ด หยิ่ง the star by Davika ออกไปได้หมด เล่นได้เนียนกริบแต่ก็ยังสวยในแบบหมออิม ดีมาก ๆ จริง
         วีโอเล็ต — โทรมจริง แต่ก็ยังน่ารัก พูดเหี้ยได้เข้าปากมากๆ ธรรมชาติมากๆ จนอยากมีเจ๋เป็นของตัวเองซักคน
         ซันนี่ — พาหนังทั้งเรื่องไปถึงปลายทางได้สมูทมากๆ อารมณ์สีหน้า ท่านึกคิด เสียงพากย์ ดีหมด แม้เรื่องนี้จะโดนลดความหล่อไปมากก็ตาม

2. Location จริงๆ ชอบ Location หลายเรื่องของนวพล (36, Marry, Freelance , นักเลงคีย์บอร์ด , please stay behind the yellow line )
เหมือนแต่ละที่มีอดีต มีเรื่องราว และจัดองค์ประกอบในฉากมาได้เหมาะเจาะมาก

3. Theme เรื่อง ชอบนะ ชอบบทตรงความสัมพันธ์ของเจ๋กับยุ่น ยุ่นกับหมอ ยุ่นกับแม่

4. Score แทบจะไม่เคยฟังเลยสักเพลง แต่มันเข้าจังหวะกับอารมณ์จริงๆ เต๋อคลุมถุงชนได้เก่งเลย

5. มุขตลกที่สอดแทรกมาเป็นระยะ ชอบบบบ ตอนเซอร์ไอแซกนิวตัน นี่ลั่นค้างเลย 5555555

สิ่งที่ไม่ชอบ
1. บทของยุ่น จริงๆมันดีนะ แต่มันให้ความรู้สึกว่ายุ่นคือนวพลที่อวตารมา มากเกินไป คำพูดคำจา ความคิด จังหวะ
มันเลยไม่อินว่ายุ่นเป็นยุ่น มันรู้สึกตัวตลอดว่าเรากำลังดูหนังอยู่ และรู้ด้วยว่าเป็นหนังของเต๋อ นวพล

2. ความเยอะเกินไป คือเข้าใจได้ว่าหนังพยายามใส่รายละเอียด ดีเทล มันทำให้เราคิดเยอะไปจนบางครั้งหลุดจากความอิน
ตอนดูแมรี่ก็อาการแบบนี้ จริงๆ หลายฉากถ้าลดบทพูด ลดองค์ประกอบบางอย่างมันน่าจะละมุนกว่านี้หน่อย แต่ก็เป็นแนวเค้าอะเนอะ
จริงเค้าอาจจะไม่ได้ใส่อะไรมามาก เราดันดูแล้วคิดเรื่อยเปื่อยไปเอง 5555

เอาเป็นว่าโดยรวมชอบนะ ชอบตัวหนังมาก แต่ไม่ถึงกับโอ๊ยพีค ไรงี้
แต่สิ่งที่ชอบมากคือ impact การพูดคุยที่เกิดจากหนัง ชอบอ่าน ชอบเสือกว่าคนอื่นคิดยังไงอ่ะ 555

ใครยังไม่ดูก็ไปดูเถอะ เราว่าหนังดี ลดความคาดหวังว่ามันจะ GTH romantic comedy นิดนึง
จริงๆหนังก็บันเทิงอยู่นะ ดูไม่ยาก ให้แง่มุมกับชีวิตดี 🙂


“How beautiful is the blameless Vestal’s lot

The world forgetting, by the world forgot
Eternal sunshine of the spotless mind
Each pray’r accepted, and each wish resigned”

– Eloisa to Abelard โดย Alexander Pope

eternal

Eternal Sunshine of the Spotless Mind ชื่อเรื่องที่ไม่สามารถแปลออกได้ในครั้งแรกที่อ่าน

จะเอาแปลหยาบๆ ก็ประมาณว่า มีความุสขสดใส ของจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ (spotless)
ซึ่งก็ไม่ได้ให้ความกระจ่าง หรือเงื่อนงำอะไรเกี่ยวกับเนื้องเรื่องแม้แต่น้อย ใครมันช่างตั้งงงง 5555
เอาเป็นว่าแปลตามหนังและตามที่เราเข้าใจคือ
เมื่อไหร่ที่เราลืมอะไรทุกอย่างแล้ว ชีวิตเราจะมีความสุขตลอดกาลนาน (?)

เรื่องโดยย่อคือ เมื่อการลบความทรงจำเป็นไปได้จริงบนโลกมนุษย์
โจเอล ผู้ชายที่ประสบวิบากกรรมในชีวิตคู่จนต้องเลิกรากับเมีย
ได้ตัดสินใจที่จะลบความทรงจำเกี่ยวกับเมียของเค้าไปตลอดกาล

ถ้าคิดจะดู (ซึ่งแนะนำมากกก) ขอให้รู้แค่นี้พอจะได้ไม่สปอยให้เสียรส

เหตุผลที่ควรไปซื้อหาหนังเรื่องนี้มาดูได้แก่
1. พระเอกแสดงโดยพี่จิม แครรี่ เจ้าพ่อคอมเมดี้ แต่เรื่องนี้บอกเลยว่าพี่จิมเล่นดีมาก ไม่ใช่บทจิม แครรี่ที่คุณเคยดูแน่นอน
ถ้าให้นับเรื่องที่ชอบของพี่จิม เรื่องนี้เป็นรองแค่ The Trueman Show เท่านั้น

2. นางเอกคือ เจ้เคท วินสเลต ที่ได้เข้าชิงออสการ์นำหญิงมาแทบจะปีเว้นปี (รวมถึงเรื่องนี้ด้วย) ซึ่งเรื่องนี้นางสวยในผมหลากสี
คนอะไรหน้าสวยมากกก แถมบทเรื่องนี้ก็เพี้ยนๆ บ้าๆ บอๆ ซึ่งนางแสดงให้เราอินได้ว่านางคือ คลีเมนไทน์ จริงๆ

3. หนังออกแนวแฟนตาซีนิดๆ มันไม่ง่ายเลยที่จะทำหนังรักสอนชีวิต ที่เป็นแนวแฟนตาซี
แถมทำออกมาได้ทั้งขำ ทั้งน่ารัก และทั้งเศร้าในเรื่องเดียวกัน

4. หนังใช้เทคนิคการเล่าแบบไม่ลำดับ Timeline ย้อนความทรงจำจากหลังไปหน้า แต่ไม่ได้ถึงกับดูยากจนไม่เข้าใจ
ตรงข้าม กลับทำให้เราค่อยๆ ซึมซับความรู้สึกนึกคิดของตัวละครไปที่ละน้อยๆ จนสุดท้ายรู้อีกที นี่กูอินไปแล้วข่าา T_T

5. เนื้อเรื่อง สิ่งที่หนังพยายามจะบอกเรา ซาบซึ้งถึงการใช้ชีวิตคู่ ขอให้ไปดูเอง :’)
ต่อไปเป็นส่วน Spoil ซึ่งจะอยากเขียนทุกครั้งที่หนังทำให้เราคิดอะไรได้บางอย่าง
ใครดูแล้วก็มาแชร์กันนะ

—————————————————————————————————————–
หนังเล่า Stage ของความสัมพันธ์ของ Joel และ Clementine ผ่านสีผมของนางเอก

It changes a lot;- the color. That’s why you might not recognize me.
#ความรักก็เช่นกัน  มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกระยะของการคบกัน
สิ่งที่เราต้องทำคือยอมรับ และปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนั้นเพื่อรักษาความสัมพันธ์ไว้

Green Revolution : The new relationship has begin.
ทั้งคู่พบกันที่ Montoc เป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่
ทั้งสองคนชอบกันด้วยความต่าง บุคคลิคที่แปลกของ Clementine ทำให้ Joel รู้สึกมีสีสัน
ความนิ่งเงียบของ Joel ทำให้ Clementine อยากค้นหา

Red Menace : Sweet but danger.
สีแดงเป็นสีแห่งความรัก ช่วงข้าวใหม่ปลามัน อะไรๆก็ดูสดใส หวานชื่น
แต่ความสดใสน้นแฝงไปด้วยอันตราย อันตรายที่เรามองข้าม หรือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
คล้ายๆ ที่เค้าว่า ความรักทำให้คนตาบอด

Agent Orange :  Real-life.
สีส้มเป็นสีของ Clementime เธอดูแข็งแกร่งในสีส้ม
สีส้มแทนความเป็นตัวของตัวเองของคนเรา
เมื่อใดที่เราเห็นแก่ตัวเองมากเกินไปโดยไม่คิดถึงอีกคน
ความสัมพันธ์จะถูกทำลายลงด้วยความเห็นแก่ตัว ความรักไม่สดใส
..อย่างที่เค้าว่า แรกๆ ก็หวานอยู่..นานไปก็ขื่นขม
และเมื่อทั้งสองคนไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ การลบความทรงจำก็เกิดขึ้น

Blue Ruin : Blue is sad.
ความเศร้าจากการทะเลาะ การเลิกรา จากการลบความทรงจำ ของทั้งคู่

โชคชะตายังคงทำงานไม่เว้นวันหยุด ทั้งคู่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง เริ่มรักกันอีกครั้ง ที่เดิม….
แต่ใครจะแน่ใจได้ว่า เรื่องจะไม่ย้อนกลับไปที่ Agent Orange อีกครั้ง

หนังขยี้เราด้วยความสัมพันธ์ของคุณหมอกับ Reception สาว
ความทรงจำเหมือนเป็นบทเรียนชีวิต เมื่อใดที่เราลืมเหตุการณ์ในอดีตเราย่อมมีโอกาสทำผิดพลาดซ้ำรอยเดิม
เมื่อเราลืมความผิดพลาดของตัวเอง หรือแม้แต่ซุกมันไว้ เราไม่มีวันพัฒนาความสัมพันธ์ได้

Everybody’s gotta learn sometimes..

ท้ายที่สุด หนังเลือกให้ทั้งสองคนรู้ความจริง
ให้ทั้งสองคนได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วอีกครั้งผ่านเทปบันทึกของคุณหมอ
เผื่อว่าบางที บทเรียนจากเทปเสียง อาจจะให้ความสัมพันธ์ไปได้ไกลกว่าครั้งก่อน
เผื่อว่าบางที การลบความทรงจำอาจจะไม่จำเป็นสำหรับชีวิตใครอีกต่อไป 🙂

เป็นกำลังใจให้ทุกความสัมพันธ์ที่กำลังดำเนินอยู่และจบลงไปแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจ
IMBD : Scroe 8.4 , Rank 85 of Top 250 movie http://www.imdb.com/title/tt0338013/
Wikipedia : Eternal Sunshine the Spotless Mind http://en.wikipedia.org/wiki/Eternal_Sunshine_of_the_Spotless_Mind#Literary_references
Original Screen Plany : http://www.imsdb.com/scripts/Eternal-Sunshine-of-the-Spotless-Mind.html
20 Eternal Sunshine Details You May Have Missed http://seriousfilm.blogspot.com/2014/06/20-eternal-sunshine-details-you-may.html


สาบานได้ว่าไม่คิดไม่ฝันมาก่อนว่าคนที่ยี้หนังแอคชั่นอย่างเรา
จะต้องมา blog อวยหนังแอคชั่นที่โคตรจะ pure action แบบไม่มีอย่างอื่นผสม

IMG_7439

แต่หลังจากไปดูจบกลับมาแล้วต้องบอกว่าไม่อวยไม่ได้จริงๆ

การไปดูหนังเรื่องนี้แบบไม่ดู trailer ไปก่อน ทำให้ชอบหนังมากกว่าปกติอีกหน่อย
เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในหนังบ้าง มันทำให้รู้สึกว๊าวทุกทีที่เจอฉากเด็ดๆ
ก่อนไปดูก็รู้เนื่อเรื่องย่อแบบจั่วหัวในใบปิดหนังทั่วไปว่า

คีอานูรีฟสุดหล่อ เมียตาย เลยทิ้งหมาน้อยไว้ให้ดูต่างหน้า
วันนึงมีคนมาขโมยรถเฮีย แล้วก็ฆ่าหมาสุดที่รักของเฮียตาย เฮียก็เลยไปตามล้างแค้น

บอกเลยว่าพล๊อตเกรียนๆ บวกแอคชั่นจ๋า ถ้าคะแนนในเว็บไม่ดีนี่อาจจะไม่ได้กินตังค์พิไล
ขอบคุณคะแนนใน imdb, rotten tomatoes ที่ให้เยอะจนเป็นแรงจูงใจให้ไปดู

 

 
*********** WARNING : SPOILER ***********
******* เนื้อหาสปอล์ยต้นจนจบเลยเจ้าค่ะ*******

 

หลังดูจบ รู้สึกเลยว่าองค์ประกอบหลายอย่างของหนัง มัน buil ให้ John Wick
เป็นมากกว่าหนังแอคชั่นดาดๆ ขอสรุปเท่าที่รู้สึกได้มาเป็นข้อดังนี้

1. คีอานูรีฟ.
หล่อ เท บ้า อบอุ่น คือผู้ชายคนนี้กับการแสดงแบบนี้ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่าเค้าคือ John Wick
บอกเลยว่าผู้หญิงไม่ได้ชอบผู้ชายอายุ 50 ทุกคนที่เป็นพระเอกหนัง
คะแนนนิยมท่วมโลกที่พี่ได้มาทุกวันนี้ ได้มาเพราะหน้าตาและความสามารถล้วนๆ

 

2. การเล่าเรื่อง.
บทหนังดำเนินเรื่องได้กระชับ เข้าใจง่าย ทำให้ผู้ชมรู้จัก John Wick ในหลายมุม
และบอกเล่าที่มาที่ไปได้ครบภายในไม่กี่นาทีแรกเพื่อปูทางต่อไปสู่ part แอคชั่น
ฉากโทรศัพท์ช่วงแรกๆ เป็นฉากที่เขียนบทมาได้เจ๋งมาก
เพราะแค่บทสนทนาเพียง 2-3 ประโยค ทำให้คนดูเข้าใจบร๊ะลานุภาพของ John Wick ได้ทันที
ไม่ต้องเสียเวลาพูดกันให้มากความ เก็บเวลาไปซัดกันให้มันส์ดีกว่า

 

3. ภาพและเสียง.
ไม่แน่ใจว่าผู้กำกับตั้งใจหรือไม่ แต่มุมกล้อง สี ของหนังแอคชั่นเรื่องนี้มันสวยจริง
– ภาพจากกล้องมุมสูงของเมือง New York สวยมาก
– ฉากใน Safe house ที่ไอตัววีดีโอเกมโดนยิ่งหัว แบบโอ๊ยยยยยย. ฉากนี้ จังหวะนี้ลงตัวโคตร
– ฉากฆ่าในโรงอาบน้ำถูกทำให้เป็นงานศิลปะ ยิ่งมี Sound ประกอบเพราะๆ ในทุกการฆ่า
ยิ่งทำให้คนดู Enjoy กับศิลปะการฆาตรกรรมหมู่ครั้งนี้มากขึ้นอีก.

ดูแล้วจะรู้สึกกว่าการฆ่ากันนี่โคตรจะธรรมดา คือหนังมันทำให้เราอินง่ายๆ เลย.
อีกฉากที่ชอบคือฉากเก็บกวาด Dinner for 12 ในบ้านพระเอก เป็นฉากที่แบบ คิดได้ไงงงง
Movement มันสวย เพลงมันได้ ไอเดียมันแจ่มและเกรียน คือชอบ. อิน.

 

4. ท่วงท่าทำนอง.
สิ่งนึงที่ทำให้คนที่ไม่ชอบแอคชั่นแบบเราดุเรื่องนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง คงเป็นเพราะ..
movement ของตัวละครในเรื่องนี้สวยงาม ท่าต่อสู้ที่คิดมาแล้วทั้งหมัดมวยและปืน
อาวุธที่ใช้ในแต่ละ Step แม่งงง. คือสวยอ่ะ รู้ว่าคิดมาแล้วจากบ้าน ทำมาแบบมีศิลปะ. ชื่นชม
ไม่ใช่แนวระเบิดภูเขาเผากระท่อม ตู้มๆ ระเบิดๆ พัง แบบ Superman.  อันนี้เหนือกว่าเยอะ

 

5. โลกสมมติ.
แม้ว่าหนังจะเป็น action จ๋า แต่ก็มีแอบใส่ gimmick เล็กๆ สร้างโลกของนักฆ่าขึ้นมา.
มีโรงแรมหรูเป็นที่กบดาน ที่มี Service ทุกอย่างพร้อมสำหรับเหล่านักฆ่ามืออาชีพ.
รวมทั้งบริการอาหารค่ำมื้อพิเศษ และเหมือนเป็นสมาคมลับที่อาจมีจริงอยู่ซักที่บนโลก.
คือไอเดียเจ๋งมาก แล้วหนังก็ไม่ได้พยายามยัดเยียดสิ่งนี้ให้คนดูมากจนเกินไป.
ก็เล่าไปเนียนๆ เรื่อยๆ ขนานไปกับเรื่องของ John Wick.
ทำให้เราเชื่อได้ว่ามันคือสิ่งที่เป็นจริงๆ สถานที่จริงๆ คือชอบที่นี่อ่ะ เจ๋ง อิน 555

 

6. ตอนจบ
จากเรื่องที่ปูมาจนกลางทาง ทำให้หนังสามารถจบได้หลายแบบ
อาจจะพระเอกตายจบชีวิตวงการนี้ หรือตัวร้ายตายแล้วตัดจบเลย mission complete
แต่หนังเลือกให้จบแบบที่เป็น. เลือกให้ John Wick ยังคงต้องมีชีวิตอยู่

ทุกบาดแผลต้องการการรักษา ความโศกเศร้าก็เช่นเดียวกัน..
การฆ่าล้างบางอาจรักษาความแค้นได้ แต่ก็ไม่สามารถรักษาความโศกเศร้าและความว่างเปล่า
สุดท้ายแล้วเราก็ต้องการใครสักคน (หรือสักตัว) ที่ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ต่อไปของเรามีความหมาย
John Wick จบได้น่ารักน่าหยิก เล่นเอายิ้มไม่หุบเลยทีเดียว ^^
🙂

เดี๋ยวจะหาว่าอวยกันไป หนังเรื่องนี้ข้อเสียก็ตรงที่เนื้อเรื่องมันไม่มีอะไรมากไปกว่า trailer
แต่ก็นะ มันหนังแอคชั่นปะวะะะะะ. อย่างองค์บากยังมีแก่แค่ตามหาช้างเลย เนอะๆ

 

ยังมีบางเรื่องที่สงสัยว่าหนังจะใส่มาทำไม หรือมีนัยยะสิ่งใดหรือเปล่า
1. ฉากต้นๆ ที่ถ่ายบ้านพระเอกจากข้างนอก รู้สึกได้ว่ามันเบลอๆ หรือคิดไปเอง?
2. มาร์คัสกินน้ำผัก!! เอามาให้วิกโก้กินด้วย แต่วิกโก้หยิบมาดมละก็ไม่กิน? คือคุยกันกินกาแฟก็ได้ป่ะ?
3. English please! ลูกน้องพูดกับวิกโก้หลายทีมากจนจะจบยังพูดอยู่ หรือใส่มาให้ตลกเฉยๆ?

 

ก็ตามนั้นแหละ สรุปว่าเรื่องนี้ชอบ มาก สมคำร่ำลือ ออกไปดูเถิดจะเกิดผล
สำหรับคนชอบแอคชั่นจ๋าๆ เลยนี่ต้องไม่พลาดนะคะ
ส่วนคนไม่นิยมแอคชั่น ขอให้ลองโดนเรื่องนี้ John Wick อาจะเปลี่ยนใจคุณได้
🙂

 

 

Credit

Poster : http://cellurizon.de

Picture : http://collider.com


20140712-004045-2445463.jpg

เป็นหนังที่มาแรงมากในชั่วโมงนี้ แม้ว่าจะเข้ามาอาทิตย์กว่าๆ แต่เราไปดูวันนี้คนก็ยังเต็มโรง
จะด้วยเพราะบร๊ะลานุภาพของอดัมมายเลิฟหรือเปล่า ก็ไม่อาจทราบได้

แต่บอกได้เลยว่าสำหรับพิไล ต่อให้ไม่มีแม้แต่นิ้วก้อยซ้ายของอดัม
หนังเรื่องนี้ก็เอาใจเราไปเต็มๆ อยู่อยู่ดี <3<3

20140712-003512-2112948.jpg

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เราขอให้คุณอ่าน Fact 5 ข้อต่อไปนี้แล้วรีบตัดสินใจ

1.Begin Again ถึงจั่วมาว่าเป็นหนัง Romantic
แต่บอกเลยว่าเนื้อเรื่องไม่ได้ฟรุ๊งฟริ๊งมุ๊งมิ๊งดาษๆ เหมือน Plot Romantic ทั่วไป

2. เพลงประกอบหนังเรื่องนี้เพราะทุกเพลง
ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า แค่เข้าไปฟังเพลงก็คุ้ม

3. หนังถ่ายใน New York มหานครแห่งหนึ่งของโลก ดูแล้วก็อยากไป 😉

4. นางเอกเรื่องนี้ Keira Knightley มีเสน่ห์มาก สวยมาก และ Adam ก็หล่อไม่แพ้กัน

5. หนังเรื่องนี้กำกับโดย John Carney ผู้เคยกำกับเรื่อง Once มาก่อน
และทำให้ Falling Slowly กลายเป็นเพลงโปรดของเรามาจนทุกวันนี้

อันนี้ความเห็นส่วนตัว
คนมีคู่ควรดูเรื่องนี้ เพราะหนังให้ข้อคิดกับชีวิตคู่ดีทีเดียว
คนโสดก็ควรดูเรื่องนี้ เพราะเราว่าหนังทำมาค่อนข้างเอาใจคนโสดเลยแหละ 😉

 

— ส่วนต่อไปเป็นการ Spoil มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์ หากไม่อยากเสียอรรถรสกรุณาข้ามไป—

 

Begin Again ดูจะเป็นหนังที่พูดถึงความรักรักทั่วไป มีพบมีเลิก และใช้เพลงเป็นสื่อดำเนินเรื่อง
แต่ในมุมเราประเด็นที่หนังซุกไว้ภายใต้เพลงเพราะๆ ความหมายซาบซึ้ง น่าจะเป็นเรื่องของ
“เส้นทางชีวิต”

หนังบอกเราว่า ทุกคนล้วนมีทางของตัวเอง

แดน อยากทำเพลงที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณ ไม่อยากไหลไปตามกระแสที่ฉาบฉวย
เดฟ อยากเป็นศิลปินระดับโลก ได้ถ่ายทอดผลงานให้เป็นที่ยอมรับ ได้อยู่ท่ามกลางความชื่นชม
เกรตต้า อยากอยู่กับคนที่ใช่ ทำอะไรที่ชอบ ทำเพื่อความสุขของตัวเองโดยไม่ต้องแคร์ใคร

และในบางครั้งทางของคนสองคนอาจพาดผ่านมาพบกัน เพื่อแชร์สิ่งต่างๆร่วมกัน

เกรตต้ากับเดฟ ได้ใช้ชีวิตในฐานะแฟนและบัดดี้ดนตรีร่วมกันถึง 5 ปี
แดนกับซอล ร่วมกันบุกเบิกตั้งค่ายเพลงด้วยกันจนประสบความสำเร็จ
เดฟกับมิ้ม ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่เกือบเรียกว่ารักในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
แดนกับภรรยา ก็ใช้ชีวิตคู่จนมีลูกสาวสุดสวยมาตั้ง 18 ปี
เกรตต้ากับแดน ใช้เวลาทำอัลบั้มสุด creative ร่วมกันเกือบตลอดทั้งเรื่อง

บางครั้งอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่มันก็เป็นเรื่องบังเอิญที่เราเลือกให้มันเกิดขึ้น

แต่ในที่สุดแล้ว..เมื่อทางของสองคนไม่สามารถไปต่อด้วยกันได้อีกก็ถึงเวลาแยกจาก

แดนต้องเลิกกับภรรยาที่แต่งงานมา 18 เพราะภรรยาต้องการคนอื่นที่ไม่ใช่ตน
เดฟต้องเลิกกับมิ้ม เพราะไปด้วยกันไม่ได้
แดนกับซอลถึงจุดแตกหักเมื่อความคิดทางธุรกิจแตกต่างกันมากเกินไป
เกรตต้าเลือกเดินจากเดฟมา เพราะรู้ว่าเส้นทางต่อไปของสองคนไม่มีทางไปด้วยกันได้
แนวความคิดด้านดนตรี รวมทั้งด้านชีวิตของสองคนไม่เหมือนกันอีกต่อไป

ชีวิตก็คล้ายการขับรถบนนถนน
เราไม่สามารถเข้าเกียร์ถอยหลังกลับไปยังแยกที่เราผ่านมาเพื่อเลือกเส้นทางใหม่ได้
แต่เราสามารถเลี้ยวแยกหน้าหรือ Make a U-turn เพื่อกลับไปที่จุดเดิมได้…ก็เสียเวลาหน่อยก็แค่นั้น 😉
โดยทฤษฎี..แค่เลี้ยวซ้ายติดกัน 3 ครั้ง เราก็จะกลับมาที่เดิม ฮูเร!!

ในตอนท้ายของหนัง เส้นทางของแดนและครอบครัวกลับไปบรรจบกันอีกครั้ง
เกรตต้าเลือกทางของตัวเองที่ไม่มีทั้งเดฟและแดน และเลือกที่จะทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยการขายแผ่น online ในราคา 1$
บ้าแล้วววว! iTune แม่งขายตั้ง 12.9$ โกงหนูชัดๆ

สุดท้ายแล้ว เรายังเป็นผู้เลือกทางชีวิตของเราเอง
เรายังคงเริ่มต้นใหม่กับเส้นทางของเราได้อีกนับร้อยนับพันครั้ง

ไม่แปลก ถ้าบางคนอาจยอมเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเอง เพื่อให้เดินต่อไปกับใครสักคนได้
และก็ไม่แปลกถ้าใครบางคนจะหัวดื้อ ยอมทิ้งทุกอย่าง มุ่งหน้าไปยังทางที่เลือก
เพราะในที่สุด เราก็ต้องยอมรับผลในทางที่เราเลือกเองทั้งนั้น 🙂

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดูสนุก และอิ่มเอมใจ เพลงแต่ละเพลงทำหน้าที่ของมันได้ดีมาก
เหมือนกับที่แดนบอก “บทเพลงทำให้สถานการณ์ธรรมดา มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้”
แม้จะไม่ได้จบแบบรักหวานซึ้ง ซึ่งมันเป็นสไตล์ของ ผกก. คนนี้มาก เลิฟตั้งแต่ Once เลย
ใครยังไม่ดู Once ขอให้ไปหามาดูแล้วจะเป็นติ่งแบบข้านี้แล.

 

สิ่งที่น่าสนใจ
[REVIEW] BEGIN AGAIN – เพราะรักในเสียงเพลง
http://zeawleng.wordpress.com/2014/07/06/begin-again/

IMDB- Begin Again (2013)
http://www.imdb.com/title/tt1980929/

Original Sound Tracks
http://www.youtube.com/playlist?list=PLkL8DPOIq3yVNVvJgz7CikFeuEfc8OtrD

รวมเนื้อเพลงและความหมายจากหนังเรื่อง Begin Again
http://pantip.com/topic/32300258